หนี้โลกพุ่ง บอนด์สหรัฐฯ เสื่อมมนต์ขลัง ?

สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) เผยแพร่รายงาน Global Debt Monitor ไตรมาสล่าสุด ระบุว่า นับถึงสิ้นเดือนมีนาคมปีนี้ หนี้ทั่วโลกที่ประกอบด้วยหนี้ภาครัฐ ภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และสถาบันการเงิน อยู่ที่เกือบ 352.7 ล้านล้านดอลลาร์ แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเพิ่มขึ้นกว่า 4.4 ล้านล้านดอลลาร์จากไตรมาสก่อนหน้า และนับเป็นการปรับขึ้นติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 5 ขณะที่หากพิจารณาในแง่สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ทรงตัวอยู่ที่ประมาณร้อยละ 305 นับตั้งแต่ต้นปี 2566 อย่างไรก็ตาม การก่อหนี้เพิ่มขึ้นชัดเจนมากสุดในนอร์เวย์ คูเวต จีน บาห์เรน และซาอุดีอาระเบีย แต่ละประเทศมีหนี้เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 30 ของ GDP
รายงานระบุด้วยว่า หนี้ที่เพิ่มขึ้นกระจุกตัวอยู่ในจีนและสหรัฐฯ โดยส่วนใหญ่ยังมาจากการกู้ยืมของภาครัฐ แต่สิ่งที่ต้องจับตามองในช่วงต้นปีนี้ คือ การเร่งตัวขึ้นในส่วนหนี้ของภาคธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงินในจีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรัฐวิสาหกิจ โดยมีการก่อหนี้แซงหน้าภาครัฐของจีนอย่างมีนัยสำคัญ นอกเหนือจาก 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ดังกล่าว หนี้ในตลาดพัฒนาแล้วลดลงเล็กน้อย ขณะที่หนี้โดยรวมในตลาดเกิดใหม่ซึ่งไม่นับรวมจีน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยทำสถิติที่ 36.8 ล้านล้านดอลลาร์ หลัก ๆ มาจากการก่อหนี้ของภาครัฐ
เมื่อแยกตามประเภทของหนี้ในไตรมาสแรกปีนี้ พบว่า การก่อหนี้ของภาครัฐหรือหนี้สาธารณะทั่วโลกเร่งตัวขึ้นมากสุด อยู่ที่ 108.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 98.5 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปี 2568 ตามด้วยหนี้ของภาคเอกชนที่ไม่ใช่สถาบันการเงินที่ขยับมาอยู่ที่ 101.8 ล้านล้านดอลลาร์ จาก 94.5 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนหนี้ภาคครัวเรือนแตะที่ 65.1 ล้านล้านดอลลาร์ จาก 61.1 ล้านล้านดอลลาร์ และหนี้ของสถาบันการเงินไตรมาสล่าสุดแตะที่ 77.3 ล้านล้านดอลลาร์ จาก 73.5 ล้านล้านดอลลาร์
รายงานประเมินถึงความเสี่ยงที่รออยู่ข้างหน้า โดยเฉพาะแรงกดดันเชิงโครงสร้างทั้งเรื่องประชากรสูงอายุ รายจ่ายด้านกลาโหมที่เพิ่มขึ้น การสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและการกระจายแหล่งพลังงานให้หลากหลาย ความมั่นคงทางไซเบอร์ และการใช้จ่ายด้านทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) สิ่งเหล่านี้น่าจะผลักให้ระดับหนี้สาธารณะและหนี้ภาคเอกชนสูงขึ้นในระยะกลางถึงระยะยาว ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มจะทำให้แรงกดดันต่าง ๆ รุนแรงขึ้น
นอกจากนี้ แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันและอาหารที่สูงขึ้นจะบีบให้ประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศที่นำเข้าพลังงาน ต้องบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจผ่านการสนับสนุนทางการคลัง ซึ่งจะส่งผลให้ตัวเลขขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น รวมถึงการก่อหนี้เพิ่ม นำไปสู่ระดับหนี้ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ที่มีกันชนทางการคลัง (fiscal buffer) อย่างจำกัด แม้ว่าเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอาจช่วยลดอัตราส่วนหนี้ได้ชั่วคราว แต่ไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืนหากเงินเฟ้อฝังรากลึก และหากสงครามในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป แรงกดดันด้านราคาที่ยืดเยื้อจะส่งผลต่อต้นทุนการกู้ยืม โดยเฉพาะในระยะยาว แม้ว่าธนาคารกลางจะไม่ได้ดำเนินการอย่างแข็งกร้าวเพื่อสกัดเงินเฟ้อ เพราะมีข้อจำกัดจากหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง
รายงาน IIF ยังพบสัญญาณการกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์ของสหรัฐฯ โดยนักลงทุนบางส่วนเริ่มกระจายพอร์ตการลงทุนออกจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนจากความต้องการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ของบรรดานักลงทุนที่ทรงตัวในระดับเดิมตั้งแต่ต้นปีนี้ ผิดกับความต้องการซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นและยุโรปที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้ว่าขณะนี้จะยังไม่มีความเสี่ยงในทันทีต่อตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าราว 30 ล้านล้านดอลลาร์ แต่จากการคาดการณ์ระยะยาวพบว่า หนี้รัฐบาลสหรัฐฯ อยู่บนเส้นทางที่ไม่ยั่งยืนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่สัดส่วนหนี้ของยูโรโซนและญี่ปุ่นกำลังลดลง ซึ่งแนวโน้มเรื่องระดับหนี้มีส่วนในการสร้างความเชื่อมั่นและการตัดสินใจของนักลงทุนมากขึ้น
ภายใต้นโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน คาดการณ์ว่าอัตราส่วนหนี้ต่อ GDP ของสหรัฐฯ น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ล่าสุดของสำนักงบประมาณแห่งสภาคองเกรส (Congressional Budget Office-CBO) ประเมินแนวโน้มสถานการณ์คลังในระยะยาวของสหรัฐฯ น่าจะย่ำแย่ลง ในทางตรงกันข้าม ระดับหนี้ในยูโรโซนและญี่ปุ่นมีแนวโน้มอยู่ในระดับปานกลาง อย่างไรก็ตาม ทุกภูมิภาคทั่วโลกน่าจะเผชิญกับภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เนื่องจากระดับหนี้ที่สูงขึ้น และคาดว่าญี่ปุ่นจะเผชิญกับดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมากสุด
สัญญาณของการกระจายพอร์ตลงทุนออกจากสินทรัพย์ของสหรัฐฯ ยังพบได้ในตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชน โดยสัดส่วนการออกหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในปีนี้อยู่ที่ประมาณร้อยละ 12 ของการออกหุ้นกู้ทั่วโลก ซึ่งเป็นระดับเดิมตั้งแต่ปี 2567 ในทางตรงกันข้าม การออกหุ้นกู้สกุลยูโรกลับเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยใกล้แตะร้อยละ 6 ของการออกหุ้นกู้ทั่วโลกในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4 ในปี 2567 สะท้อนถึงความต้องการสินทรัพย์สกุลเงินยูโรที่แข็งแกร่งกว่าเมื่อเทียบกับสินทรัพย์สกุลดอลลาร์สหรัฐ
แม้ว่าระดับหนี้ของสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้น ประกอบกับความต้องการจากนักลงทุนต่างชาติชะลอตัว แต่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่มีสัญญาณของการขาดสภาพคล่อง และสามารถดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนในประเทศอย่างภาคธนาคารและกองทุนเฮดจ์ฟันด์ได้ ส่วนการออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งทั้งในส่วนที่ให้ผลตอบแทนสูงและตราสารหนี้คุณภาพสูง โดยกลุ่มหลังได้แรงหนุนจากบริษัทที่ออกหุ้นกู้เกี่ยวข้องกับ AI เพื่อระดมทุนสำหรับการใช้จ่ายจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ความต้องการลงทุนหุ้นกู้ของสหรัฐฯ ค่อนข้างแข็งแกร่งในปีนี้ แซงหน้าความต้องการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ประมาณ 4 เท่า ถึงแม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับกระแสบูมด้าน AI และความเสี่ยงจากการลงทุนมหาศาล แต่ก็ยังไม่มีการผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้น
นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ตลาดพันธบัตรที่เคยเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ปลอดภัยกำลังส่งเสียงเตือน อย่างกรณีของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ระยะยาว 30 ปี ของสหรัฐฯ ทะลุร้อยละ 5 ซึ่งสะท้อนถึงต้นทุนการกู้ยืมที่พุ่งสูงขึ้นของรัฐบาลสหรัฐฯ ท่ามกลางปัญหาหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาลที่ยังไม่มีแนวโน้มจะลดลง แม้รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะพยายามใช้มาตรการกำแพงภาษี ในทางกลับกันงบประมาณด้านกลาโหมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการทำสงครามในตะวันออกกลาง ทั้งหมดนี้กระทบต่อความน่าเชื่อถือของสินทรัพย์สหรัฐฯ
ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ขับเคลื่อนจาก 3 ปัจจัยหลัก ๆ ได้แก่ ปัจจัยแรกคือ ปริมาณพันธบัตรจำนวนมาก เนื่องจากการขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ราว 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี เฉพาะภาระดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวก็อยู่ที่ 1 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว ตัวเลขหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐฯ ทำให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาเตือนว่า การชดเชยความเสี่ยงในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (safety premium) ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังถูกบั่นทอนลง และผลักให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น นักลงทุนจึงต้องการอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยส่วนนี้ ปัจจัยที่ 2 อัตราผลตอบแทนระยะยาวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากที่เคยอยู่ระดับต่ำ และปัจจัยที่ 3 ผู้ซื้อพันธบัตรรายใหญ่อย่างธนาคารกลางจีนและญี่ปุ่นถอนตัวออกไป และกองทุนเฮดจ์ฟันด์เข้ามาลงทุนแทน ขณะเดียวกันบริษัทอเมริกันยังออกหุ้นกู้ AI มาแข่งขันอีก
สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก โดยนับถึงเดือนเมษายน ระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ อยู่ที่ 39 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งแบ่งเป็น 31 ล้านล้านดอลลาร์ ถือครองโดยนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ส่วนอีก 8 ล้านล้านดอลลาร์ ถือครองโดยหน่วยงานรัฐบาล ทั้งนี้ หนี้สาธารณะในระดับดังกล่าวเท่ากับ GDP ของ 5 ชาติรวมกัน ได้แก่ จีน เยอรมนี ญี่ปุ่น อินเดีย และอังกฤษ เฉพาะต้นทุนดอกเบี้ยก็สูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
สำนักงบประมาณแห่งสภาคองเกรส ประเมินว่าขณะนี้หนี้สินของสหรัฐฯ มีสัดส่วนราวร้อยละ 100 ของ GDP และจะเพิ่มขึ้นแตะร้อยละ 150 ของ GDP ภายในปี 2598 เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านประกันสังคมและเมดิแคร์เพิ่มขึ้น
นั่นหมายความว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ต้องออกพันธบัตรใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อระดมเงินมาใช้จ่าย ซึ่งเป็นการทดสอบความต้องการของนักลงทุนในพันธบัตร ซึ่งขณะนี้มีสัญญาณของความต้องการที่ลดลงแล้ว ผลที่ตามมาคืออัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันสงครามในตะวันออกกลางและการใช้จ่ายด้านกลาโหมที่เพิ่มขึ้นก็จะยิ่งทำให้แนวโน้มหนี้ของสหรัฐฯ แย่ลงไปอีก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
