"หมอวรงค์ เอฟเฟ็กต์" กางงบพันล้าน ชำแหละสวัสดิการ สส.?

บรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 นัดแรก เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 กลายเป็นเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจในวงกว้าง หลัง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ลุกขึ้นเสนอแนวทางปรับลดสวัสดิการ สส. ผ่าน 3 มาตรการ ระหว่างขั้นตอนการเลือกประธานสภาฯ
อย่างไรก็ตาม นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุมชั่วคราว ได้สั่งยุติการนำเสนอ เนื่องจากเนื้อหาไม่อยู่ในระเบียบวาระการประชุม
แม้ข้อเสนอจะไม่ถูกพิจารณาในที่ประชุม แต่ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมา โดยเฉพาะตัวเลขงบประมาณและโครงสร้างสวัสดิการ สส. ได้ถูกเผยแพร่ต่อในสังคมอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามต่อค่าใช้จ่ายของรัฐสภาในหลายมิติ
หนึ่งในประเด็นที่สร้างความประหลาดใจแก่สาธารณชนคือตัวเลขงบประมาณค่าอาหารสำหรับสมาชิกรัฐสภา ข้อมูลระบุว่าในปีงบประมาณ 2566 รัฐสภาใช้จ่ายค่าอาหารในวันประชุมและงบอาหารประชุมกรรมาธิการรวมกันกว่า 108.1 ล้านบาท แม้ในปีงบประมาณ 2569 จะมีการปรับลดงบประมาณส่วนนี้ลงเหลือราว 52 ล้านบาท แต่ระเบียบปัจจุบันยังคงอนุญาตให้เบิกค่าอาหารได้สูงสุดถึง 1,250 บาทต่อหัวต่อวัน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่อาหารว่างไปจนถึงอาหารเย็น
เมื่อคำนวณตามจำนวนสมาชิก 500 คน พบว่าในหนึ่งวันประชุมจะมีความต้องการงบประมาณเบื้องต้นถึง 500,000 บาท และยอดรวมอาจพุ่งสูงขึ้นหากมีการประชุมดึก หมอวรงค์จึงตั้งคำถามสำคัญว่า ในเมื่อ สส. มีรายได้รวมต่อเดือนสูงถึง 113,560 บาท เหตุใดจึงต้องใช้เงินภาษีประชาชนมาดูแลค่าอาหารส่วนตัว ซึ่งประเด็นนี้สอดคล้องกับกรณีที่ สส. พรรคเพื่อไทย เคยนำภาพอาหารเหลือทิ้งมาแสดงในสภาเพื่อเสนอตัดงบประมาณ 50 ล้านบาทมาแล้วเมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2568
ข้อเสนอปรับลดจำนวนผู้ช่วย ส.ส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน เป็นอีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างเข้มข้น โดยข้อมูลโครงสร้างปัจจุบันกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 1 คน มีผู้ช่วยได้รวม 8 อัตรา ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว 1 อัตรา ผู้ชำนาญการ 2 อัตรา และผู้ช่วยดำเนินงาน 5 อัตรา
หลังการปรับเพิ่มค่าตอบแทนตามระเบียบรัฐสภาปี 2568 ซึ่งมีผลต่อเนื่องในปีงบประมาณ 2569 ทำให้ค่าใช้จ่ายผู้ช่วย สส. ต่อคน อยู่ที่ประมาณ 154,800 บาทต่อเดือน หรือเกือบ 2 ล้านบาทต่อปีต่อ ส.ส. 1 คน เมื่อคำนวณรวมทั้งสภา งบส่วนนี้จึงอยู่ในระดับเกือบ 1,400 ล้านบาทต่อปี
ข้อมูลเปรียบเทียบในต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า หลายประเทศที่มีระดับคอร์รัปชันต่ำ เช่น เดนมาร์ก นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดน ไม่ได้จัดให้มีผู้ช่วยส่วนตัวสำหรับสมาชิกรัฐสภา โดยใช้เจ้าหน้าที่ส่วนกลางของรัฐสภาหรือพรรคการเมืองสนับสนุนการทำงานแทน
ขณะที่สิงคโปร์ กำหนดวงเงินผู้ช่วยและเลขานุการรวมประมาณ 1,800 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 44,000 บาทต่อเดือน ต่ำกว่าของไทยหลายเท่า ส่วนสวิตเซอร์แลนด์กำหนดงบผู้ช่วยประมาณ 1.4 ล้านบาทต่อปีต่อคน ซึ่งยังต่ำกว่าระดับค่าใช้จ่ายของไทย
ในกลุ่มประเทศอย่างฟินแลนด์และเนเธอร์แลนด์ สมาชิกรัฐสภามีผู้ช่วยได้เพียง 1 คน ส่วนออสเตรเลีย แคนาดา และญี่ปุ่น อยู่ในช่วง 3 ถึง 5 คนต่อสมาชิก
ประเด็นสุดท้ายคือ "กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา" ซึ่งเปรียบเสมือนระบบสวัสดิการหลังพ้นตำแหน่ง ข้อมูลจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พบว่าในปีงบประมาณ 2567 มีอดีตสมาชิกรัฐสภายื่นขอรับสิทธิถึง 1,291 คน และใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 207 ล้านบาท ซึ่งสูงเกินกว่างบประมาณที่ได้รับจัดสรร 180 ล้านบาท จนส่งผลให้เกิดปัญหาการชะลอการจ่ายเงินชั่วคราว
แม้ระบบนี้จะไม่ใช่บำนาญตลอดชีพ แต่เป็นการให้เงินทุนเลี้ยงชีพเป็นระยะเวลา 2 เท่าของเวลาดำรงตำแหน่ง ทว่าอัตราการรับเงินที่สูงสุดถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนสุดท้าย ก็ทำให้เกิดข้อโต้แย้งในเชิงจริยธรรมทางการเมืองเมื่อเปรียบเทียบกับสวัสดิการของประชาชนทั่วไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
