รีเซต

มะเร็งถุงน้ำดี โรคตรวจยาก หลัง “จา พนม” ป่วยระยะ 3 ใกล้ระยะ 4

มะเร็งถุงน้ำดี โรคตรวจยาก หลัง “จา พนม” ป่วยระยะ 3 ใกล้ระยะ 4
TNN ช่อง16
5 กุมภาพันธ์ 2569 ( 18:06 )
15

กรณีของ จา พนม ยีรัมย์ หรือ “โทนี่ จา” นักแสดงแอ็กชันชื่อดังของไทย กลายเป็นประเด็นด้านสุขภาพที่ได้รับความสนใจ หลังมีการเปิดเผยจากคนใกล้ชิดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า ตรวจพบมะเร็งในถุงน้ำดี ระยะที่ 3 และมีแนวโน้มเข้าสู่ระยะที่ 4 โดยเริ่มเข้ารับการรักษาตั้งแต่กลางปี 2567

ข้อมูลระบุว่า อาการเริ่มต้นของจา พนม คือปวดท้องอย่างรุนแรง ต่อมามีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง แพทย์จึงตรวจอย่างละเอียดและพบก้อนมะเร็งในถุงน้ำดี ก่อนทำการผ่าตัดนำเนื้อร้ายออก และรักษาต่อเนื่องด้วยเคมีบำบัดตามแผนการแพทย์

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลว่า มะเร็งถุงน้ำดีเป็นโรคที่พบไม่บ่อยเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น แต่มีความอันตรายสูง เนื่องจากระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน หรือมีลักษณะคล้ายโรคทางเดินอาหารทั่วไป ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมาพบแพทย์เมื่อโรคเข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว

มะเร็งถุงน้ำดีคืออะไร

มะเร็งถุงน้ำดี คือการเกิดเนื้องอกชนิดร้ายภายในถุงน้ำดี ซึ่งเป็นอวัยวะขนาดเล็กใต้ตับ ทำหน้าที่เก็บน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน ความยากของโรคนี้อยู่ที่การตรวจพบในระยะต้น หากโรคลุกลามไปยังเนื้อเยื่อรอบข้างหรือต่อมน้ำเหลือง โอกาสรักษาด้วยการผ่าตัดจะลดลงอย่างมาก

สถิติชี้ ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศผู้ป่วยสูง

ข้อมูลด้านระบาดวิทยาระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งถุงน้ำดีรายใหม่เกือบ 1,000 รายต่อปี คิดเป็นอัตราประมาณ 1.6 ต่อประชากร 100,000 คน และในเพศชายไทยมีอัตราการเกิดโรคอยู่ในระดับต้นของโลก

แพทย์อธิบายเพิ่มเติมว่า แม้มะเร็งถุงน้ำดีจะแตกต่างจากมะเร็งท่อน้ำดีซึ่งพบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ทั้งสองโรคมีจุดร่วมคือมักตรวจพบช้า ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตอยู่ในระดับสูง

ระยะโรคกำหนดแนวทางรักษา

มะเร็งถุงน้ำดีแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ตั้งแต่ระยะที่จำกัดอยู่ในผนังถุงน้ำดี ไปจนถึงระยะที่แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น เช่น ตับ ปอด หรือกระดูก กรณีของจา พนม อยู่ในระยะที่ 3 ซึ่งหมายถึงโรคเริ่มลุกลามออกนอกถุงน้ำดี

ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ผู้ป่วยที่ตรวจพบในระยะแรกและสามารถผ่าตัดได้ มีอัตราการรอดชีวิต 5 ปีสูงกว่าผู้ที่ตรวจพบในระยะลุกลามอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ผู้ป่วยระยะแพร่กระจายมีโอกาสรอดชีวิตต่ำกว่า 5%

กลุ่มเสี่ยงควรเฝ้าระวังอาการ

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งถุงน้ำดี ได้แก่ ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีมานาน โดยเฉพาะก้อนขนาดใหญ่ ผู้ที่มีติ่งเนื้อในถุงน้ำดี ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง หากมีอาการปวดชายโครงขวาเรื้อรัง ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม หรือเบื่ออาหารผิดปกติ ควรรีบเข้ารับการตรวจจากแพทย์

แพทย์แนะนำให้ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะการอัลตราซาวด์ช่องท้อง ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสตรวจพบความผิดปกติของถุงน้ำดีตั้งแต่ระยะต้น

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง