วิกฤตเชื้อดื้อยา! คร่าชีวิตทั่วโลกปีละ 1.27 ล้านคน ส่วนไทยปีละ 3.8 หมื่นราย คาดอีก 5 ปี เสียชีวิตพุ่ง! หากไร้การรับมือ

วันที่ 11 มิ.ย. 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงานการประชุมสัมมนาระดับชาติ เรื่อง การดื้อยาต้านจุลชีพ ครั้งที่ 5 "One Health, One Future: Act Now on AMR" จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-12 มิ.ย. 2569 โดยมีผู้แทนทั้งจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมขับเคลื่อนกว่า 30 องค์กรเข้าร่วม
นายพัฒนา กล่าวว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพจัดเป็นภัยเงียบที่มองไม่เห็น แต่ผลกระทบเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของประชาชนทุกคน โดยมีผู้เสียชีวิตเกี่ยวกับเชื้อดื้อยาประมาณ 1.27 ล้านคนต่อปี หากไม่มีมาตรการรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ จะมีผู้เสียชีวิตสะสมมากกว่า 39 ล้านคนใน 5 ปีต่อมา โดยผลกระทบจากการใช้ยาปฏิชีวนะ ยาต้านไวรัสต่างๆ ที่อาจจะไม่ได้เป็นไปตามคำแนะนำทางการแพทย์ จะทำให้เกิดการดื้อยา เหมือนตำรวจจับผู้ร้าย คือ เมื่อร่างกายรับยาเข้าไปเรื่อยๆ เชื้อโรคมีการปรับตัว ทำให้เกิดการดื้อยา ยามีประสิทธิภาพน้อยลง ถามว่าเชื้อโรคกับยาสิ่งไหนจะถูกพัฒนาเร็วกว่ากัน ก็มีความเสี่ยงที่จะพัฒนายาได้เร็วไม่ทันกับการปรับตัวของเชื้อโรค ฉะนั้น สิ่งที่ควรต้องทำคือไม่ใช้ยาเกินกว่าความจำเป็น เพื่อไม่ให้เชื้อโรคดื้อยาและผลิตยาไม่ทัน ไม่ใช่แค่มนุษย์ แต่รวมถึงยาที่ฉีดในสัตว์ กระทบไปถึงของเสียที่ออกมาในระบบบำบัดสู่สิ่งแวดล้อม จะต้องมองเป็นภาพรวม จึงต้องใช้กรอบการทำงานของ One Health ประกอบด้วย คน สัตว์ อาหาร และสิ่งแวดล้อม
นายพัฒนา กล่าวต่อว่า การป้องกันเฝ้าระวังแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพไม่ควรถูกมองว่าเป็นภาระ แต่ควรมองว่าเป็นการลงทุนของประเทศ เพราะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพของระบบสาธารณสุข ช่วยยกระดับสินค้าทางการเกษตรและอาหาร อีกทั้งส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับโลก ทั้งนี้ ในวาระครบรอบ 10 ปีของการทำงานการดื้อยาต้านจุลชีพของไทยนับแต่มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์เรื่องเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพฉบับแรก สธ. ร่วมดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกันการติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่โรงพยาบาล ควบคุมกำกับดูแลการใช้ยาอย่างเหมาะสม พร้อมการเฝ้าระวังระบบดื้อยาในคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมตามแนวทาง One Health รวมถึงสร้างความรอบรู้ให้แก่ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายตามเวทีสมัชชาสหประชาชาติปี 2567 ที่กำหนดเป้าหมายให้ลดการเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพให้ได้ 10% ภายในปี 2573
ทั้งนี้ ช่วงเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ตนได้เข้าร่วมการประชุมสมัชชาอนามัยโลก 2569 มีประเทศสมาชิกให้การรับรองแผนปฏิบัติการระดับโลกสำหรับปี 2026-2036 ขององค์การอนามัยโลก ที่เป็นกรอบการดำเนินงานสำคัญของโลกในทศวรรษใหม่เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยก็จะจัดทำกรอบการดำเนินการ 10 ปีเรื่องเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ โดยใช้กรอบ One Health เพื่อติดตามและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง สำหรับการประชุมในครั้งนี้เป็นมากกว่าการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่มีการหารือกันว่าเราจะทำอะไรได้เพิ่มเติม ที่ผ่านมายังไม่ได้เน้นย้ำในส่วนตรงไหนที่ต้องมาเน้นย้ำเพิ่มเติม
ด้านนพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ เป็นหนึ่งในภัยคุกคามสำคัญของระบบสุขภาพไทยและโลก โดยไทยมีผู้เสียชีวิตเกี่ยวกับเชื้อดื้อยามากกว่า 3.8 หมื่นรายต่อปี เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากกว่า 4 หมื่นล้านบาทต่อปี ส่งผลกระทบสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง สธ. จึงขับเคลื่อนตามแนวทางสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health Approach) ร่วมกับภาคีเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อุบัติการณ์ติดเชื้อดื้อยาในกระแสเลือดลง 11% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การสร้างความตระหนักรู้เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน
ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญเกี่ยวกับประเด็นการดื้อยาต้านจุลชีพที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพคนไทย โดยร่วมเป็นคณะอนุกรรมการในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่ 5 การส่งเสริมความรอบรู้ด้านการดื้อยาต้านจุลชีพแก่ประชาชน ของแผนปฏิบัติการด้านการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2566 2570) ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพคนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ปี 2567-2568 พบพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะของคนไทยอายุ 20ปีขึ้นไป มีการใช้ยาเกินจำเป็น ไม่สมเหตุสมผล โดยมีอาการหวัดใช้ยาปฏิชีวนะร้อยละ 57.2 รองลงมาคือ อาการท้องเสียเฉียบพลันใช้ยาร้อยละ 49.8 และแผลฉีกขาดใช้ยาร้อยละ 34.9 ซึ่งกลุ่มอาการเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ จึงอาจเป็นปัจจัยหลักนำไปสู่การดื้อยาปฏิชีวนะ และเป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุขระดับโลก เพราะทำให้การรักษาอาการติดเชื้อทั่วไปทำได้ยากขึ้นและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
“สสส. ส่งเสริมการสร้างความรอบรู้ความรอบรู้ (Health Literacy) ด้านการใช้ยาปฏิชีวนะ ตามแผนปฏิบัติการด้านการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566-2570 โดยได้ออกแบบชุดความรู้ สื่อ และกิจกรรมการรณรงค์ที่เหมาะสมกับพฤติกรรมของประชาชนในแต่ละช่วงวัย พร้อมสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคม เครือข่ายนักสื่อสารสุขภาพ เพื่อให้ความรู้เรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะ กลุ่มยาแก้ปวด และสมุนไพรที่ผสมสเตียรอยด์ อย่างสมเหตุผล โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงาน ผู้สูงอายุ เกษตรกร และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อนำไปสู่ปรับเปลี่ยนการพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะทึ่ถูกต้อง เหมาะสม“ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
