รีเซต

เจ็บ-ป่วยวัยเกษียณพุ่ง ดันประกันสุขภาพ-บำนาญโตแรง

เจ็บ-ป่วยวัยเกษียณพุ่ง ดันประกันสุขภาพ-บำนาญโตแรง
TNN ช่อง16
3 สิงหาคม 2569 ( 08:15 )
20

ปัจจุบัน “ประเทศไทย” กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญทางโครงสร้างประชากรจากปรากฏการณ์ “เกิดน้อย อายุยืน และแรงงานหดตัว” อย่างรวดเร็ว



 โดยข้อมูลจากกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) สะท้อนสัญญาณอันตรายว่า อัตราการเกิดของประชากรไทยต่ำกว่าอัตราการตายต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 5 ซึ่งแนวโน้มนี้กำลังผลักดันให้ประเทศก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) โดยคาดว่าจะมีผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมดภายในเวลาไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า


อย่างไรก็ตาม แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะช่วยให้คนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น แต่กลับต้องแลกมาด้วยคุณภาพชีวิตในวัยชราที่น่ากังวล โดยรายงานสุขภาพคนไทย ปี 2569 จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า คนไทยต้องใช้ชีวิตอยู่กับภาวะเจ็บป่วยเฉลี่ยสูงถึง 6.9 ปีในช่วงท้ายของชีวิต ซึ่งนับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ในการปรับระบบบริการสุขภาพให้รองรับกับความต้องการดูแลรักษาที่ยาวนานขึ้น


ความต้องการใช้บริการทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นตามโครงสร้างประชากรนี้ ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาระค่าใช้จ่าย โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ชี้ให้เห็นว่า อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation)


หรือค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่วัดจากระบบประกันสุขภาพเอกชนมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ทั่วโลกถูกคาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 10.3 ขณะที่ประเทศไทยในปี 2568 มีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์สูงถึงร้อยละ 10.8 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (ร้อยละ 0.7) ถึงกว่า 15 เท่า


ดังนั้นจากปัจจัยซ้อนทับ ทั้งระยะเวลาเจ็บป่วยที่ยาวนานขึ้นในวัยชรา และภาระค่ารักษาพยาบาลที่ก้าวกระโดดอย่างมหาศาลนี้เอง 


ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ภาคประชาชนตระหนักถึงความเสี่ยงทางการเงิน และหันมาพึ่งพาการวางแผนทางการแพทย์ ส่งผลให้ธุรกิจประกันชีวิตและประกันสุขภาพขยายตัวขึ้นอย่างมาก เพื่อเข้ามาทำหน้าที่เป็นหลักประกันและเครื่องมือบริหารความเสี่ยงหลักของคนไทยในยุคปัจจุบัน


โดยข้อมูลของสมาคมประกันชีวิตไทย ระบุว่า ปัจจุบัน 6 เดือนของปี 2569 “ธุรกิจประกันชีวิต” มีเบี้ยประกันภัยรับรวม (Total Premium) จำนวน 341,522.85 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 4.57 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 


ซึ่งการเติบโตอย่างมั่นคงนี้เป็นผลมาจากกระแสความตื่นตัวของภาคประชาชนที่หันมารักษาสุขภาพและวางแผนการเงินกันมากขึ้นนับตั้งแต่สถานการณ์โควิด-19 เป็นต้นมา


สำหรับเบี้ยประกันภัยรับรวม 341,522.85 ล้านบาท  ประกอบด้วย เบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ (New Business Premium) จำนวน 93,739.94 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตลดลง ร้อยละ 1.22 


แตต่หากพิจารณาไส้ในกลับพบสัญญาณบวกในกลุ่ม เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (First Year Premium) ที่พุ่งสูงถึง 68,011.56 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.10 


สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภครายใหม่ยังคงให้ความสนใจทำประกันสุขภาพและประกันชีวิตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ เบี้ยประกันภัยจ่ายครั้งเดียว (Single Premium) ปรับตัวลดลงร้อยละ 19.54 มาอยู่ที่ 25,728.38 ล้านบาท


และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป (Renewal Premium) จำนวน 247,782.91 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.94 โดยมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์อยู่ที่ร้อยละ 84 สะท้อนว่าประชาชนยังมั่นใจภาคประกัน

ส่วน ภาพรวมเบี้ยประกันภัยรับรวมจำแนกตามช่องทาง ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ช่องทางตัวแทนประกันชีวิต (Agency) ยังคงเป็นช่องทางหลักที่ครองส่วนแบ่งทางการตลาดสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง


 ด้วยเบี้ยประกันภัยรับรวม 164,701.17 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 48.23 ของเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งหมด และมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.75 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568


ตามมาด้วย ช่องทางธนาคาร (Bancassurance) ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับสองอยู่ที่ ร้อยละ 41.02 เบี้ยประกันภัยรับรวมได้ 140,093.34 ล้านบาท เติบโตขึ้น ร้อยละ 9.47 ขณะที่ ช่องทางนายหน้าประกันชีวิต (Broker) ครองส่วนแบ่งทางการตลาดร้อยละ 5.96 คิดเป็นเบี้ยประกันภัยรับรวม 20,342.48 ล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 7.14


สำหรับช่องทางอื่น ๆ ได้แก่ ช่องทางอื่น ๆ (Others) มีส่วนแบ่งทางการตลาด ร้อยละ 2.42 เบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 8,252.63 ล้านบาท (หดตัวลง ร้อยละ 8.30) ถัดมาคือ ช่องทางโทรศัพท์ (Telemarketing) มีส่วนแบ่งทางการตลาด ร้อยละ 1.99 ทำเบี้ยประกันภัยรับรวมได้ 6,798.83 ล้านบาท เติบโตขึ้น ร้อยละ 6.43 


ปิดท้ายด้วย ช่องทางดิจิทัล (Digital) แม้ว่าปัจจุบันจะมีส่วนแบ่งทางการตลาดน้อยที่สุดเพียงร้อยละ 0.39 ด้วยมูลค่าเบี้ยประกันภัยรับรวม 1,331.80 ล้านบาท แต่กลับเป็นช่องทางที่โดดเด่นอย่างมาก


โดยมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดสูงที่สุดถึงร้อยละ 77.53 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน เพราะประชาชนไม่ได้เลือกซื้อประกันชีวิตเพียงเพื่อความคุ้มครองเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน แต่เริ่มให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงิน และการบริหารความเสี่ยงในระยะยาวมากขึ้น 


เห็นได้จาก ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมในช่วงครึ่งแรกปี และเติบโตโดดเด่น ได้แก่ สัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ ซึ่งมีเบี้ยประกันภัยรับ 63,643.08 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.96 


สอดคล้องกับกระแสการดูแลสุขภาพของประชาชน ประกอบกับค่ารักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทำให้หลายครอบครัวให้ความสำคัญกับการวางแผนรองรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพล่วงหน้า


ขณะเดียวกัน ประกันชีวิตแบบบำนาญ มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 6,720.12 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.67 จากการเตรียมความพร้อมด้านรายได้หลังเกษียณของประชาชนในสังคมสูงวัยที่ตอนนี้มีมากขึ้น

  

ส่วน ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 27,477.26 ล้านบาทมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 41.55 


สะท้อนความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาโอกาสเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนควบคู่กับความคุ้มครองชีวิต ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของแต่ละบุคคล 


ส่วนแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 สมาคมประกันชีวิตไทยได้ประเมินภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตว่ายังคงมีศักยภาพในการขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง และคาดว่าจะเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ในอัตราร้อยละ 2.50 ถึง 3.50 ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเบี้ยประกันภัยรับรวมสูงถึง 693,000 ถึง 700,000 ล้านบาท และในอนาคตวางแผนดันมูลค่าเบี้ยประกันภัยรายรับรวมให้ถึง 1 ล้านล้านบาท 


ส่วนถ้ามาวิเคราะห์กันให้ชัดถึงปัจจัยหนุนธุรกิจประกันในช่วงครึ่งปีหลังนั้น สมาคมประกันชีวิตไทย ประเมินว่า ธุรกิจประกันชีวิตยังได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง 4 เรื่อง ได้แก่ 


1. การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยปี 2569 ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์ คือ มีประชากรอายุมากกว่า 60 ปี เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการต้งวางแผนการเงินเพื่อสุขภาพบำนาญ และมรดกเพิ่มขึ้น 


2.การเติบโตของประกันสุขภาพและค่ารักษาพยาบาล ที่มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่ง ทำให้ผู้บริโภคตะพนักถึงความจำเป็นในการคุ้มครองด้านสุขภาพเพิ่มมากขึ้น 


3.การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพช่องทางการขยายและยกระดับประสบการณ์ของผู้เอาประกันภัย ทำให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น และสะดวกรวดเร็วขึ้นตามไปด้วย 


4.การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการบริโภค เนื่องจากการส่งออกขยายตัวดีขึ้นจากการลงทุนที่เร่งตัวสูงจากมาตรการส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ  


อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจประกันชีวิตยังต้องติดตามและบริหารจัดการปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด  4 เรื่อง ได้แก่ 


1.กำลังซื้อของครัวเรือนยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยรายได้ประชาชนอยู่ในช่วงหดตัว  และภาระหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันแบบระยะยาว และมีผลต่อเบี้ยฯ รับรายใหม่ด้วย 


2.กฎเกณฑ์และการกำดับดูแลที่เข้มงวดมากขึ้น  เช่น การปฏิบัติตามมาตรฐานบัญชีและการบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวด อย่างมาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS 17 โดยบริษัทต้องลงทุนด้านระบบข้อมูล บุคคลากร และเทคโนโลยีเพิ่มเติมเพื่อรองรับข้อกำหนดใหม่ๆ 


และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ล้วนเป็นประเด็นท้าทายสำคัญที่ภาคธุรกิจและพันธมิตรต้องปรับตัวเชิงรุก นำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและรักษาเสถียรภาพของระบบประกันชีวิตไทยในระยะยาว


3.ความผันผวนของตลาดการเงิน และอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะความผันผวนของผลตอบแทนพันธบัตร และตลาดทุนที่กระทบต่อการบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน โดยบริษัทต้องบริหารผลตอบแทนการลงทุนและต้นุทนเงินทุนอย่างระมัดระวัง 


4.ความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ และภัยธรรมชาติ โดยความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงความผันผวนด้านราคาพลังงาน ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน และความเสี่ยงด้านการลงทุน 



สำหรับกรณีมีข่าวว่าจะนำระบบการร่วมจ่าย หรือ Co-payment มาปรับใช้กับสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการนั้น นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า ปัจจุบันทางสมาคมฯ อยู่ในระหว่างการศึกษารายละเอียดร่วมกับกระทรวงการคลังอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนทันทีหากรัฐบาลมีนโยบายนำระบบนี้มาใช้จริงในอนาคต


อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของภาคเอกชน สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้เริ่มปรับใช้เงื่อนไข Co-payment ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2568 เป็นต้นมา ซึ่งครอบคลุมทั้งกรมธรรม์ประกันสุขภาพสำหรับลูกค้ารายใหม่ และกรมธรรม์เดิมที่มีการต่ออายุเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนด 


โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของบริษัทประกันภัย ควบคู่ไปกับการสร้างความสมดุลด้วยการกระตุ้นให้ผู้เอาประกันภัยมีความระมัดระวัง ไม่ใช้สิทธิเคลมค่ารักษาพยาบาลเกินความจำเป็น รวมถึงเป็นการส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมที่เหมาะสมในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอีกด้วย


ทั้งนี้ ผลจากการดำเนินมาตรการดังกล่าวพบว่า ประชาชนเริ่มมีความตระหนักและระมัดระวังเรื่องการเบิกเคลมประกันภัยกันมากขึ้น 


โดยหากมีอาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยก็มักจะไม่ร้องขอนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่เลือกที่จะกลับไปดูแลตัวเองต่อที่บ้านแทน เพราะไม่อยากเข้าเงื่อนไข Co-payment ในปีต่อไป 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง