รีเซต

สังคมสูงวัย ดันประกันสุขภาพ-บำนาญโต จับตาตลาดใหม่รับชีวิตหลังเกษียณ

สังคมสูงวัย ดันประกันสุขภาพ-บำนาญโต จับตาตลาดใหม่รับชีวิตหลังเกษียณ
TNN ช่อง16
14 กันยายน 2569 ( 14:30 )
10

สิ่งที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดประกันของไทยคือ การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัย เพราะเมื่อคนมีอายุยืนขึ้น ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง ประเทศจะมีแรงงานรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบน้อยลง แต่มีประชากรที่ต้องเตรียมพร้อมด้านรายได้ สุขภาพ และการดูแลหลังเกษียณมากขึ้น

ไทยมีผู้สูงอายุ 14.68 ล้านคน กว่า 5.41 ล้านคนยังทำงาน

ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 14.68 ล้านคน หรือ 20.9% ของประชากรทั้งหมด ในจำนวนนี้ยังทำงานอยู่ 5.41 ล้านคน หรือ 36.8% ของผู้สูงอายุทั้งหมด เท่ากับว่าผู้สูงอายุมากกว่า 1 ใน 3 ยังคงมีบทบาทอยู่ในตลาดแรงงาน ตัวเลขผู้สูงอายุที่ทำงานยังเพิ่มขึ้นจาก 5.26 ล้านคนในปี 2567 เป็น 5.41 ล้านคนในปี 2568 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้สูงอายุไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มที่ต้องรับการดูแลหรือสวัสดิการ แต่ยังเป็นแรงงาน ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคกลุ่มสำคัญ

การมีผู้สูงอายุอยู่ในตลาดแรงงานมากขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับทั้งรูปแบบการจ้างงาน ชั่วโมงทำงาน สภาพแวดล้อม และการพัฒนาทักษะให้เหมาะกับวัย ขณะเดียวกัน ตลาดสินค้าและบริการก็มีแนวโน้มขยายไปสู่สุขภาพ ที่อยู่อาศัย การท่องเที่ยว เทคโนโลยีช่วยเหลือ และบริการดูแลระยะยาว

สำหรับธุรกิจประกัน กำลังเปลี่ยนจากการคุ้มครองความเสี่ยงจากการเสียชีวิต ไปสู่การบริหารความเสี่ยงจาก “การมีชีวิตหลังเกษียณยาวนานหลายสิบปี” ทั้งการสร้างรายได้ประจำ รองรับค่ารักษาพยาบาล และเตรียมค่าใช้จ่ายเมื่อต้องพึ่งพาผู้อื่น

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าตลาดประกันจะเติบโตได้โดยอัตโนมัติ เพราะโอกาสทางธุรกิจยังขึ้นอยู่กับรายได้ เงินออม และความสามารถในการจ่ายเบี้ยประกัน ซึ่งสถานะการเงินของผู้สูงอายุไทยกำลังเป็นข้อจำกัดสำคัญของตลาดนี้

สูงวัยแต่เงินไม่พร้อม 44% ไม่มีเงินออมหรือมีไม่มาก

การที่ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยยังทำงานสามารถมองได้ 2 ด้าน ด้านหนึ่งสะท้อนว่าผู้สูงอายุยังสามารถสร้างรายได้ แต่เมื่อมองลึกลงไปถึงสถานะทางการเงิน จะพบว่าผู้สูงวัยจำนวนมากมีเงินสำรองค่อนข้างจำกัด ขณะที่ยังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายและหนี้สินไปถึงช่วงหลังเกษียณ

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า 44% ของผู้สูงอายุไม่มีเงินออม หรือหากมีก็มีไม่มาก ขณะที่ผู้สูงอายุมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 8,125 บาทต่อเดือน และ 42.7% ยังมีหนี้ โดยมีหนี้เฉลี่ย 130,505 บาทต่อคน 

ภาระดังกล่าวไม่ได้มีเฉพาะค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพราะผู้สูงอายุที่เป็นหนี้ยังต้องชำระหนี้เฉลี่ย 2,208 บาทต่อเดือน และหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค ขณะที่ค่าใช้จ่ายหลักของผู้สูงวัยอยู่ในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม ที่อยู่อาศัย และการเดินทาง จึงสะท้อนว่าแม้รายได้จากการทำงานจะลดลงหรือหยุดลง แต่รายจ่ายประจำหลายรายการไม่ได้ลดลงตามไปด้วย 


ครัวเรือนสูงวัยจ่ายค่ายา-รักษาพยาบาลสูงกว่า 48%

ความเสี่ยงที่สำคัญอีกด้านคือค่ารักษาพยาบาล ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุมีค่าใช้จ่ายด้านเวชภัณฑ์และค่าตรวจรักษาพยาบาลสูงกว่าครัวเรือนที่ไม่มีผู้สูงอายุถึง 48% 

หากค่ารักษาพยาบาลและค่าครองชีพยังเพิ่มขึ้น เงินออมที่มีอยู่จึงอาจหมดเร็วกว่าที่วางแผนไว้ และทำให้ผู้สูงวัยต้องพึ่งพารายได้จากการทำงาน ลูกหลาน หรือสวัสดิการของรัฐมากขึ้น

สถานการณ์นี้สร้างความต้องการผลิตภัณฑ์ ประกันสุขภาพ ประกันบำนาญ และบริการดูแลระยะยาว แต่ความท้าทายคือ คนที่ต้องการความคุ้มครองมากที่สุดอาจเป็นกลุ่มที่มีกำลังจ่ายเบี้ยจำกัด

ธุรกิจประกันจึงต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เบี้ยเข้าถึงได้ เงื่อนไขไม่ซับซ้อน และเริ่มสร้างความคุ้มครองตั้งแต่วัยทำงาน เพราะตลาดสูงวัยจะเติบโตได้จริงก็ต่อเมื่อเปลี่ยนความกังวลทางการเงินให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ประชาชนสามารถซื้อและถือกรมธรรม์ต่อเนื่องได้

สังคมสูงวัยหนุนธุรกิจประกัน เบี้ยครึ่งปีแรกแตะ 3.41 แสนล้านบาท

ในสภาวะที่ผู้สูงอายุมีเงินออมจำกัด ขณะที่ค่าครองชีพและค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น กำลังเปลี่ยนประกันชีวิตจากผลิตภัณฑ์เพื่อส่งต่อความมั่งคั่ง มาเป็นเครื่องมือบริหารรายได้และค่าใช้จ่ายตลอดช่วงหลังเกษียณ แต่ความต้องการที่เพิ่มขึ้นจะกลายเป็นยอดขายได้มากเพียงใด ยังขึ้นอยู่กับกำลังซื้อและความสามารถในการจ่ายเบี้ยอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลล่าสุดจาก สมาคมประกันชีวิตไทย ระบุว่า ช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันภัยรับรวม 341,522.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.57% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับสังคมสูงวัยมีการเติบโตเช่นกัน โดย ประกันสุขภาพเพิ่มขึ้น 3.96% ขณะที่ประกันชีวิตแบบบำนาญเพิ่มขึ้น 7.67% ส่วนช่องทางดิจิทัลเติบโตถึง 77.53% 

สมาคมประกันชีวิตไทยมองว่า กระแสใส่ใจสุขภาพ การเข้าสู่สังคมสูงวัย และค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น กำลังผลักดันให้ประชาชนใช้ประกันชีวิตและประกันสุขภาพเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงทางการเงินมากขึ้น 


ลูกค้าเดิมยังรักษากรมธรรม์ แต่หาลูกค้าใหม่ยากขึ้น

หากมองลึกลงไปจะพบว่า การเติบโตของตลาดมาจาก เบี้ยประกันปีต่อไป 247,782.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.94% ขณะที่เบี้ยประกันรายใหม่อยู่ที่ 93,739.94 ล้านบาท ลดลง 1.22% และอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์อยู่ที่ 84% 

ตัวเลขนี้จึงสะท้อนสองทิศทางพร้อมกัน คือ ลูกค้าเดิมยังรักษากรมธรรม์ไว้ แต่อุตสาหกรรมยังเผชิญข้อจำกัดในการหาลูกค้าใหม่ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ภาระหนี้ครัวเรือน และกำลังซื้อที่เปราะบาง ซึ่งสมาคมประกันชีวิตไทยเองระบุว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง 

ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัยยังเติบโตต่อเนื่อง โดยประกันสุขภาพมีเบี้ยรวม 63,643.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.96% ส่วนประกันชีวิตแบบบำนาญมีเบี้ยรวม 6,720.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.67% สะท้อนความต้องการเตรียมรับค่ารักษาพยาบาลและรายได้หลังเกษียณ

อย่างไรก็ตาม บริษัทประกันต้องบริหารความเสี่ยงจากต้นทุนการรักษาพยาบาลและอายุขัยที่ยาวขึ้นควบคู่กันไป

ประกันออนไลน์โต 77% แต่ตัวแทน-ธนาคารยังครองเกือบ 90%

อีกด้านที่น่าสนใจคือช่องทางดิจิทัล แม้เบี้ยประกันผ่านช่องทาง Digital จะเพิ่มขึ้นถึง 77.53% แต่มีมูลค่าเพียง 1,331.80 ล้านบาท หรือส่วนแบ่งตลาด 0.39% เท่านั้น 

ขณะที่ช่องทางตัวแทนประกันชีวิตมีส่วนแบ่ง 48.23% และ Bancassurance ผ่านธนาคารมีส่วนแบ่ง 41.02% เมื่อรวมกันคิดเป็นประมาณ 89.25% ของตลาด

ดังนั้น จึงยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าดิจิทัลจะเข้ามาแทนช่องทางเดิม แต่เทคโนโลยีจะมีบทบาทมากขึ้นในการเข้าถึงลูกค้า ลดขั้นตอนการซื้อ และช่วยให้บริษัทประกันออกแบบความคุ้มครองให้ตรงกับแต่ละช่วงชีวิต

“Silver Economy” โอกาสใหญ่ แต่ต้องชนะโจทย์กำลังซื้อ

การแข่งขันของธุรกิจประกันจากนี้จึงต้องจับตาว่า บริษัทจะสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เบี้ยเข้าถึงได้ มีเงื่อนไขเข้าใจง่าย และทำให้ลูกค้าสามารถจ่ายต่อเนื่องในระยะยาวได้มากเพียงใด

หากบริษัทประกันสามารถเชื่อม ประกันสุขภาพ ประกันบำนาญ และบริการดูแลผู้สูงอายุ เข้าด้วยกัน ก็มีโอกาสเปลี่ยนการเข้าสู่สังคมสูงวัยให้เป็นตลาดระยะยาว

แต่ความเสี่ยงสำคัญคือ หากผลิตภัณฑ์มีราคาแพงเกินกำลังซื้อ คนที่ต้องการหลักประกันมากที่สุดอาจกลับเป็นกลุ่มที่เข้าไม่ถึงความคุ้มครอง

ดังนั้น การเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทยจึงไม่ได้หมายถึงเพียงจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น แต่กำลังเปลี่ยนทั้ง ตลาดแรงงาน พฤติกรรมผู้บริโภค ระบบการออม และโครงสร้างธุรกิจประกัน พร้อมกับสร้างโจทย์ใหญ่ที่สุดข้อหนึ่งว่า จะทำอย่างไรให้คนไทยสามารถมีรายได้และหลักประกันเพียงพอสำหรับชีวิตหลังเกษียณที่ยาวนานขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง