หนี้สหรัฐฯ 40 ล้านล้านดอลล์ เขย่า “บอนด์-ทอง”

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า นับถึงเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา ตัวเลขหนี้สาธารณะทั้งหมดอยู่ที่ 40.05 ล้านล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นหนี้ที่ถือครองโดยสาธารณะผ่านการออกพันธบัตรและตราสารหนี้ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ราว 32.27 ล้านล้านดอลลาร์ และหนี้สินที่ถือครองระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันเองประมาณ 7.78 ล้านล้านดอลลาร์ นับเป็นสัญญาณเตือนครั้งใหม่ว่าวิกฤตการคลังกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าสหรัฐฯ จะเผชิญกับหนี้สินจำนวนมหาศาลมานานแล้ว แต่มีแนวโน้มหลายอย่างที่สะท้อนความน่ากังวลมากขึ้น เนื่องจากตัวเลขหนี้เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะจากค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคม ประกันสุขภาพและภาระดอกเบี้ย ในขณะที่การจัดเก็บรายได้น้อยกว่ามาก สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นทั้งที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเติบโตได้ดี
น่าสังเกตว่า หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ใช้เวลาเพียง 4 ปีครึ่ง ขยับจาก 30 ล้านล้านดอลลาร์ สู่หลัก 40 ล้านล้านดอลลาร์ เร็วกว่าที่สำนักงบประมาณแห่งสภาคองเกรส (Congressional Budget Office-CBO) คาดการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2023 ว่า สหรัฐฯ จะแตะหลักดังกล่าวในปีงบประมาณ 2028 นอกจากนี้ ตัวเลขหนี้ล่าสุดยังเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวจากระดับ 19.4 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อยู่ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สมัยแรก ต่อเนื่องด้วยอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน และมาถึงประธานาธิบดีทรัมป์ในสมัย 2 ขณะเดียวกัน หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ แตะระดับ 39 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคมปีนี้ หมายความว่าใช้เวลาไม่ถึง 5 เดือนในการเพิ่มหนี้อีก 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่สหรัฐฯ ต้องใช้เวลาเกือบ 200 ปี กว่าหนี้สาธารณะจะแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์แรก ในปี 1981
หนี้สาธารณะ 40 ล้านล้านดอลลาร์มากแค่ไหน CNN เทียบให้เห็นภาพแบบง่าย ๆ ว่า หากสหรัฐฯ จ่ายหนี้วันละ 1 พันล้านดอลลาร์ ก็จะใช้เวลาเกือบ 110 ปี ถึงจะจ่ายหนี้หมด และหากนำหนี้ดังกล่าวมาหารเฉลี่ยด้วยจำนวนประชากรทั้งหมด 343 ล้านคนตามข้อมูลของสำนักงานสำมะโนประชากร เท่ากับชาวอเมริกัน 1 คนจะมีหนี้คนละ 117,000 ดอลลาร์ หากเทียบกับความมั่งคั่งของเหล่ามหาเศรษฐีระดับโลก ตัวเลขหนี้สาธารณะล่าสุดของสหรัฐฯ ทิ้งห่างสินทรัพย์ของเหล่าคนรวย 500 อันดับแรกจากการจัดอันดับของ “บลูมเบิร์ก” ซึ่งมีมูลค่าราว 13 ล้านล้านดอลลาร์เท่านั้น
เมื่อลองเทียบกับ “ทองคำ” มูลค่ารวมของทองคำทั้งหมดที่เคยขุดได้จากผืนดินตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ประมาณ 220,700 ตัน ตามการประเมินของสภาทองคำโลก (WGC) เมื่อคำนวณตามราคาทองคำในระดับปัจจุบันที่ราว 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มูลค่าของทองคำเหล่านี้อยู่ที่ราว 33 ล้านล้านดอลลาร์ น้อยกว่าหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ อยู่ราว 7 ล้านล้านดอลลาร์ และหากเทียบกับ GDP ของเขตเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ 5 แห่งรองจากสหรัฐฯ ได้แก่ จีน เยอรมนี ญี่ปุ่น อังกฤษ และอินเดีย ซึ่งอิงตามข้อมูลของธนาคารโลก ก็ยังมีมูลค่ารวมกันประมาณ 37 ล้านล้านดอลลาร์เท่านั้น ในขณะที่ GDP สหรัฐฯ มีมูลค่ากว่า 32 ล้านล้านดอลลาร์ น้อยกว่าหนี้สินที่มีอยู่
เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ซึ่งช่วยให้สามารถเปรียบเทียบการเป็นหนี้ของประเทศต่าง ๆ ได้ พบว่า สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ของสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณร้อยละ 123 ใกล้เคียงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ร้อยละ 126 ในช่วงวิกฤตโควิด ทั้งนี้ หนี้ต่อ GDP ของสหรัฐฯ เกินระดับร้อยละ 100 ครั้งแรกในปี 2012 จากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ชี้ว่า สหรัฐฯ มีหนี้สินติด 10 อันดับแรกของโลก โดยมีเพียงไม่กี่ประเทศที่มีสัดส่วนหนี้ต่อ GDP สูงกว่าสหรัฐฯ ได้แก่ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ซูดาน บาห์เรน อิตาลี กรีซ เซเนกัล และมัลดีฟส์
ปัจจัยที่ส่งผลให้หนี้สหรัฐฯ พุ่งขึ้นอย่างมากมาจากหลายเรื่อง หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ สหรัฐฯ เข้าสู่สังคมสูงอายุ โดยมีกลุ่มเบบี้บูมเกษียณอายุประมาณ 10,000 คนต่อวัน และคนกลุ่มนี้มีอายุยืนยาวขึ้น หมายความว่ารัฐบาลกลางต้องจ่ายเงินมากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับโครงการประกันสังคมและประกันสุขภาพ ซึ่งโครงการพื้นฐานเหล่านี้กำลังเผชิญภาวะไม่มั่นคงทางการเงินมากขึ้น เนื่องจากมีจำนวนแรงงานไม่เพียงพอที่จะแบกรับจำนวนผู้รับผลประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา สภาคองเกรสได้ผ่านกฎหมายหลายฉบับที่ทำให้รายได้จากภาษีลดลง รวมทั้งเพิ่มรายจ่ายของรัฐบาลกลาง ซึ่งรวมถึงกฎหมายลดหย่อนภาษีและการจ้างงานปี 2017 และกฎหมาย One Big Beautiful Bill Act ปี 2025 ของประธานาธิบดีทรัมป์ นอกเหนือจากกฎหมายบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตโควิดหลายฉบับภายใต้ยุค “ทรัมป์” และ “ไบเดน” ซึ่งจะส่งผลให้หนี้สินของรัฐบาลกลางเพิ่มขึ้นหลายล้านล้านดอลลาร์ในระยะยาว
รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องกู้ยืมเงินผ่านการออกตราสารหนี้และพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง เพราะมีรายจ่ายมากกว่ารายรับที่จัดเก็บได้ ก่อนหน้านี้ คาดกันว่าตัวเลขขาดดุลงบประมาณในปีนี้น่าจะอยู่ที่ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ตัวเลขขาดดุลงบประมาณแตะที่ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว ในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณปัจจุบันที่สิ้นสุด 30 กันยายนนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่ศาลสูงสุดเพิกถอนมาตรการกำแพงภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์
CBO คาดการณ์ว่า รายจ่ายของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงด้านกลาโหม ประกันสังคม และภาระดอกเบี้ย จะอยู่ที่ประมาณ 7.4 ล้านล้านดอลลาร์ ในปีงบประมาณ 2026 เมื่อเทียบกับรายได้ประมาณ 5.6 ล้านล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ เมื่อแยกย่อยรายจ่ายหลัก ๆ ประกอบด้วย ด้านประกันสังคม 1.67 ล้านล้านดอลลาร์ ด้านประกันสุขภาพ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ เฉพาะในส่วน “เมดิแคร์” สำหรับผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป รวมถึงผู้ที่อายุน้อยกว่าแต่มีความพิการหรือป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย อยู่ที่ 1.06 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนรายจ่ายด้านกลาโหมอยู่ที่ 9.18 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่รายจ่ายดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.04 ล้านล้านดอลลาร์ และโครงการของรัฐบาลกลางอื่น ๆ รวม 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งตัวเลขรายจ่ายต่าง ๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 10 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะดอกเบี้ยจากการกู้ยืมที่จะกลายเป็นรายจ่ายอันดับต้น ๆ
อย่างไรก็ตาม หนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ ส่วนใหญ่อยู่ในมือของนักลงทุนภายในประเทศ อาทิ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หน่วยงานรัฐบาลกลาง ธนาคารสหรัฐฯ กองทุนบำเหน็จบำนาญและกองทุนรวม บริษัทประกัน รัฐบาลระดับรัฐและท้องถิ่น ภาคครัวเรือน และนักลงทุนต่าง ๆ กลุ่มนี้ถือครองหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ ราวร้อยละ 76 นับถึงสิ้นเดือนมิถุนายนปีนี้ ตามการประเมินของกระทรวงการคลัง
ส่วนนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนระหว่างประเทศเป็นกลุ่มที่ใหญ่เป็นอันดับถัดมา โดยถือครองหนี้อยู่ราว 9.27 ล้านล้านดอลลาร์ หรือร้อยละ 24.1 ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นถือครองตราสารของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมมูลค่า 1.12 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นร้อยละ 12 ของหนี้ที่ถือครองโดยต่างชาติ ตามด้วยอังกฤษถือครองหนี้สหรัฐฯ ราว 9.4 แสนล้านดอลลาร์ และจีนราว 6.3 แสนล้านดอลลาร์ สำหรับประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจาก 20 ประเทศเจ้าหนี้รายใหญ่สุด ถือครองหนี้รวมกันในสัดส่วนร้อยละ 19.9
สหรัฐฯ ขึ้นแท่นประเทศที่มีหนี้สาธารณะมากที่สุดในปี 2026 โดย IMF ประเมินไว้เมื่อเดือนเมษายนปีนี้ว่าจะแตะที่ระดับ 40.7 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ยังมีประเทศอื่น ๆ ที่มีหนี้สาธารณะจำนวนมาก อาทิ จีน 22.3 ล้านล้านดอลลาร์, ญี่ปุ่น 8.9 ล้านล้านดอลลาร์, ฝรั่งเศส 4.3 ล้านล้านดอลลาร์, อิตาลี 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนอันดับ 6-10 ได้แก่ เยอรมนี 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ เท่า ๆ กับอินเดีย ตามด้วยแคนาดา 2.8 ล้านล้านดอลลาร์, บราซิล 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ และสเปน 2.1 ล้านล้านดอลลาร์
สถานการณ์การคลังของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อตลาดโลก และทำให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรเป็น 4 พันล้านดอลลาร์ เพื่อกดอัตราผลตอบแทนลง หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐฯ ทะยานขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน แตะระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่ก่อนวิกฤตการเงินโลก ซึ่งทำให้ครั้งนั้นเฟดต้องลดอัตราดอกเบี้ยลงใกล้ศูนย์ และใช้มาตรการซื้อคืนพันธบัตรอย่างเข้มข้นในช่วงปลายปี 2008
ต่อเรื่องนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การเพิ่มวงเงินทำธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล ส่งผลต่ออัตราผลตอบแทน หรือยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ได้แค่ระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากปัจจัยที่ทำให้ยีลด์ปรับเพิ่มสูงขึ้นไปปีนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะความกังวลที่มีต่อสถานการณ์การคลัง ซึ่งธุรกรรมซื้อคืน (Buyback) ไม่ใช่มาตรการเพื่อลดขนาดหนี้สาธารณะ เนื่องจากรัฐบาลยังมีการกู้ยืมเพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนการขาดดุลอย่างต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าหนี้สาธารณะยังเพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ หนี้สหรัฐฯ ยังส่งผลต่อตลาดทองคำโลกด้วย โดยราคาทองคำสปอตเคลื่อนไหวเหนือ 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในการซื้อขายวานนี้ นับเป็นการขยับขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 3 และราคาทองคำพุ่งขึ้นมากกว่าร้อยละ 5 หลังจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรและเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง
นักลงทุน มองว่า ความพยายามในการควบคุมต้นทุนการกู้ยืมผ่านการแทรกแซงตลาดพันธบัตรโดยตรงทำให้เกิดความกังวลว่านโยบายของสหรัฐฯ อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นค่าเงินดอลลาร์ และทำให้การลงทุนอื่น ๆ น่าสนใจมากกว่าพันธบัตร คล้ายสถานการณ์ในปี 2025 ที่ผลักดันให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นร้อยละ 65
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
