รีเซต

หนี้ท่วมโลก 365 ล้านล้านดอลลาร์ ดอกเบี้ยสูง ซ้ำเติมความเสี่ยงเศรษฐกิจ

หนี้ท่วมโลก 365 ล้านล้านดอลลาร์ ดอกเบี้ยสูง ซ้ำเติมความเสี่ยงเศรษฐกิจ
TNN ช่อง16
25 กันยายน 2569 ( 15:37 )
14

ขณะนี้หนี้สาธารณะทั่วโลก พุ่งขึ้นทะลุ 365 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นท่ามกลางแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่ปรับตัวสูงขึ้น และกำลังผลักให้ต้นทุนในการชำระหนี้ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญสำหรับรัฐบาลทั่วโลก

สำนักข่าว CNBC เปิดเผยข้อมูลจากงานวิจัยที่เผยแพร่โดยสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) ระบุว่า ระดับหนี้สินทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นราว 10 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วงครึ่งแรกของปี ส่งผลทำให้ยอดรวมหนี้สินของรัฐบาลทั่วโลก พุ่งทะลุระดับ 365 ล้านล้านดอลลาร์

โดยหนี้สาธารณะที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก เกิดขึ้นในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะกลางและระยะยาวของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่หลายแห่งทั่วโลก รวมถึงสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบกว่าทศวรรษ และยังพบด้วยว่าในปีที่ผ่านมา กลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว ต้องจ่ายดอกเบี้ยสำหรับพันธบัตรรัฐบาลที่มีการซื้อขายในตลาดระหว่างประเทศเป็นมูลค่ากว่า 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าการใช้จ่ายทั่วโลกในด้านปัญญาประดิษฐ์ การป้องกันประเทศ หรือเทคโนโลยีสะอาด

IIF เตือนว่า "เมื่ออัตราดอกเบี้ยอ้างอิงปรับตัวสูงขึ้น ภาระดอกเบี้ยก็จะพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่แรงกดดันเชิงโครงสร้างจากการใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและเงินบำนาญภาครัฐ ยังคงเป็นปัญหาที่แทบไม่ได้รับการแก้ไข"

"คริสตาลินา จอร์เจียวา" กรรมการผู้จัดการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ในสัปดาห์นี้ว่า ภาวะช็อกทางเศรษฐกิจโลกกำลัง "ผลักดันระดับหนี้สินให้พุ่งสูงขึ้นเป็นขั้นบันได แต่ไม่ใช่บันไดที่ทอดไปสู่สวรรค์" เธอกล่าวด้วยว่า "มีสองสิ่งที่ทั่วโลกต้องเร่งทำ คือ การลดระดับหนี้สินและให้ความสำคัญกับการปรับปรุงฐานะทางการคลัง (fiscal consolidation) เป็นลำดับแรก รวมถึงต้องทำให้มั่นใจว่าธนาคารกลาง จะสามารถทำหน้าที่ตามพันธกิจในการรักษาเสถียรภาพของราคาได้สำเร็จ"

“เฟด” อาจเร่งขึ้นดอกเบี้ย ตลาดให้โอกาส ปรับขึ้นอีก 2 ครั้ง

นักลงทุนพากันเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งภายในปีนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่เฟด ยังคงกล่าวสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 66.4 ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 ในการประชุมเดือนต.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนักเพียงร้อยละ 55.4 นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนักร้อยละ 50.3 ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกร้อยละ 0.25 ในการประชุมเดือน ธ.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนักร้อยละ 41.7 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ทั้งนี้ คาดการณ์ดังกล่าว สวนทางรายงาน Dot Plot ซึ่งแสดงการคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่เฟด โดยระบุว่า เจ้าหน้าที่ 16 จากทั้งหมด 18 ราย คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ หลังจากคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) เพิ่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี ในการประชุมวันที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมา

"แอนนา พอลสัน" ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟีย กล่าวว่า เฟดอาจจำเป็นต้องเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายที่ร้อยละ 2  โดยเธอระบุว่า เมื่อมองไปข้างหน้า หากสถานการณ์เป็นไปตามที่คาดไว้ การคุมเข้มนโยบายการเงินเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยก็อาจมีความเหมาะสม และถึงแม้ว่าในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา แรงกดดันด้านราคาเริ่มชะลอตัวลงบ้าง แต่เงินเฟ้อพื้นฐานยังคงอยู่ที่ประมาณร้อยละ  2.5-3 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของเฟดอย่างมาก และช่องว่างดังกล่าวก็แทบไม่มีสัญญาณว่าจะลดลง 

"ไมเคิล บาร์" สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นเจ้าหน้าที่เฟดรายล่าสุด ที่ย้ำว่าเฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ โดยเขาชี้ว่า “ตลาดแรงงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงมีความแข็งแกร่ง แต่เงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 2 และยังไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าจะกลับเข้าสู่เป้าหมายภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ยิ่งไปกว่านั้น มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ ขณะที่ความเสี่ยงต่อตลาดแรงงานลดลงแล้ว

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง