TTB กำไรไตรมาส 2แตะ 5,513 ล้านบาท โต 10.2% รายได้ค่าธรรมเนียมพุ่ง 39.5%

#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #SET #TTB กำไรไตรมาส 2แตะ 5,513 ล้านบาท โต 10.2% รายได้ค่าธรรมเนียมพุ่ง 39.5%
บริษัท ทีเอ็มบีธนชาต จำกัด (มหาชน) รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นธนาคารอยู่ที่ 5,513 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.2% YoY และ 6.6% QoQ ส่งผลให้กำไรสุทธิในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 10,683 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.8% YoY แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังเผชิญแรงกดดันจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง โดยกำไรที่เติบโตได้รับแรงหนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมและรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่ขยายตัว รวมถึงการควบคุมต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รายได้จากการดำเนินงานรวมในไตรมาส 2 อยู่ที่ 17,343 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.9% YoY และ 3.7% QoQ โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 12,265 ล้านบาท ลดลง 3.7% YoY แต่เพิ่มขึ้น 0.9% QoQ ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มเป็น 5,079 ล้านบาท เติบโต 39.5% YoY และ 10.8% QoQ จากการฟื้นตัวของรายได้ค่าธรรมเนียม กำไรจากเงินลงทุน เงินปันผล และรายได้เงินสนับสนุนจากกองทุน FIDF ภายใต้โครงการ “คุณสู้ เราช่วย”
สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 รายได้รวมอยู่ที่ 34,076 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% YoY แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะลดลง 6.0% YoY เหลือ 24,415 ล้านบาท แต่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 38.5% YoY เป็น 9,660 ล้านบาท โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น 30.6% YoY เป็น 6,009 ล้านบาท สะท้อนการฟื้นตัวของค่าธรรมเนียมแบงก์แอสชัวรันส์ กองทุนรวม บัตรเครดิต และธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง
ด้านความสามารถในการทำกำไร ธนาคารรักษา NIM ไว้ที่ 3.03% ในไตรมาส 2/2569 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 3.02% ในไตรมาสก่อน จากการบริหารต้นทุนเงินฝากและการปรับโครงสร้างสินเชื่อไปยังกลุ่มรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูง แม้ผลตอบแทนสินทรัพย์ยังถูกกดดันจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
คุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยธนาคารระบุว่าสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ทรงตัวที่ 2.93% ขณะที่ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ในช่วงครึ่งปีแรกลดลง 9.5% YoY และอัตราส่วนเงินสำรองต่อ NPL (LLR Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 157% สะท้อนการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ
ธนาคารระบุว่าในช่วงครึ่งปีแรกยังคงเดินหน้ากลยุทธ์บริหารเงินทุนอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนครบวงเงินเดิม 21,000 ล้านบาท เร็วกว่ากำหนด 1 ปี รวมซื้อหุ้นคืนแล้ว 10.04 พันล้านหุ้น หรือ 10.29% ของหุ้นที่ออกและชำระแล้ว พร้อมได้รับอนุมัติขยายวงเงินโครงการเป็น 35,000 ล้านบาท ซึ่งยังเหลือวงเงินอีก 14,000 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2/2569
*****
ทีทีบี ยังคงรักษาแนวโน้มผลการดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย โดยมีกำไรสุทธิ 5,513 ล้านบาท ในไตรมาส 2 และ 10,683 ล้านบาท สำหรับรอบ 6 เดือน ปี 2569 ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงมีเสถียรภาพ ขณะที่ Coverage ratio เพิ่มขึ้นเป็น 157% สะท้อนความแข็งแกร่งในการรองรับความเสี่ยง
ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ทีทีบี และบริษัทย่อย รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2 และรอบ 6 เดือน ปี 2569 ที่ 5,513 ล้านบาท และ 10,683 ล้านบาท ตามลำดับ ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงควบคุมได้ดี อัตราส่วนหนี้เสียทรงตัวที่ 2.93% ขณะเดียวกันธนาคารยังคงตั้งสำรองฯ อย่างรอบคอบ เพราะประเมินว่ายังคงมีปัจจัยไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้อัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 157%
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี เปิดเผยว่า สำหรับภาพรวมผลดำเนินงานครึ่งแรกของ ปี 2569 ถือว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาระดับผลกำไรและคุณภาพสินทรัพย์ การบริหารแผน Capital Management เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น และการให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ
ในด้านการรักษาระดับผลการดำเนินงาน ธนาคารยังคงเน้นย้ำการเติบโตสินเชื่อกลุ่มรายย่อยที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง ควบคู่กับการบริหารต้นทุนทางการเงินเพื่อลดผลกระทบจากภาวะดอกเบี้ยขาลง ขณะเดียวกันก็นำศักยภาพด้านดิจิทัลมาใช้เพื่อสนับสนุนการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการ (Personalized Offer) และลดต้นทุนการให้บริการ (Cost to Serve) ช่วยหนุนรายได้ค่าธรรมเนียมและการบริหารต้นทุน ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองฯ รอบ 6 เดือน ปี 2569 อยู่ที่ 18,382 ล้านบาท ใกล้เคียงกับ 18,566 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงมีเสถียรภาพ โดยหนี้เสียทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 39,000 ล้านบาท ต่อเนื่องตลอด 7 ไตรมาส ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองฯ รอบ 6 เดือน ปี 2569 ลดลง 9% จากปีก่อนหน้า หรือคิดเป็น Credit Cost ที่ 136 bps ทั้งนี้ ระดับ Credit Cost ดังกล่าวยังถือว่าสูงกว่าภาวะปกติ สะท้อนแนวทางการตั้งสำรองฯ อย่างรอบคอบท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ หนุนให้อัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 157% จาก 152% ณ สิ้นปีที่แล้ว
สำหรับแผน Capital Management ก็มีความคืบหน้าสำคัญของโครงการซื้อหุ้นคืน ในประการแรก ธนาคารได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นให้เพิ่มวงเงินซื้อหุ้นคืนขึ้นเป็น 35,000 ล้านบาท และขยายระยะเวลาเป็น 4 ปี (ปี 2568-2571) ในประการถัดมา ในเดือนมิถุนายน 2569 ธนาคารสามารถบรรลุการซื้อหุ้นคืนสะสมเป็นมูลค่า 21,000 ล้านบาท คิดเป็นจำนวน 10,038 ล้านหุ้น หรือ 10.29% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ซึ่งถือว่าทำได้เร็วกว่าแผนเดิมถึง 1 ปี เทียบเท่ากับว่าผู้ถือหุ้นปัจจุบันได้รับประโยชน์จากโครงการซื้อหุ้นคืนเร็วขึ้นด้วยเช่นกัน เนื่องจากหุ้นซื้อคืนไม่มีสิทธิได้รับเงินปันผล จึงเป็นผลดีในแง่ของการจัดสรรกำไรต่อหุ้น (EPS) และเงินปันผลต่อหุ้น (DPS) ในอนาคต ทั้งนี้ ด้วยแนวโน้มผลการดำเนินงานและฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง ธนาคารยังคงมั่นใจในการจ่ายเงินปันผลในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง
ในด้านการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนลูกค้า ทีทีบีถือเป็นธนาคารไทยแห่งแรกที่นำกลไก Risk-based Pricing มาใช้คิดดอกเบี้ย เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินได้รับอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมมากขึ้น โดยปัจจุบันอนุมัติสินเชื่อไปแล้วราว 4,100 ล้านบาท ช่วยลูกค้าแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยได้กว่า 650 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “รวบหนี้” ซึ่งมีลูกค้าเข้าร่วมกว่า 80,000 ราย และช่วยแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยได้ราว 3,200 ล้านบาท โครงการ “ผ่อนดี มีรางวัล” มีลูกค้าเข้าร่วมกว่า 11,400 ราย คิดเป็นยอดสินเชื่อรวมประมาณ 5,300 ล้านบาท และโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ซึ่งได้ช่วยเหลือลูกค้าไปกว่า 77,500 ราย ปัจจุบันมียอดสินเชื่อราว 37,000 ล้านบาท
สำหรับช่วงที่เหลือของปี ธนาคารจะยังคงเน้นย้ำการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบเพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้นต่อไป พร้อมเดินหน้าผลักดันโครงการช่วยเหลือลูกค้า รวมไปถึงการสนับสนุนให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านการให้สินเชื่อเพื่อคู่ค้าภาครัฐ ตอกย้ำความร่วมมือกับภาครัฐในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและสนับสนุนแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) เพื่อให้ลูกค้ามีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
รายละเอียดผลการดำเนินงานรายการหลัก ๆ ในไตรมาส 2 และ 6 เดือน ปี 2569 มีดังนี้
สินเชื่อ ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 1,184 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% จากไตรมาส 1 ปี 2569 (QoQ) แต่ยังคงชะลอลง 1.8% จากไตรมาส 4 ปี 2568 (YTD) อย่างไรก็ดี สินเชื่อกลุ่มเป้าหมายภายใต้ Ecosystem ของธนาคารยังคงเติบโตได้ดีจากสิ้นปีที่แล้ว นำโดยสินเชื่อบ้านแลกเงิน สินเชื่อรถแลกเงิน แบบไม่โอนเล่ม (เล่มแลกเงิน) สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นต้น
ด้านเงินฝาก อยู่ที่ 1,274 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5% QoQ และ 0.4% YTD หนุนโดยการเพิ่มขึ้นของเงินฝากไม่ประจำ ttb no fixed ซึ่งเป็นเงินฝากเพื่อการออม และกลุ่มเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ (CASA) ขณะที่เงินฝากประจำลดลงตามการครบกำหนด เป็นไปตามกลยุทธ์การบริหารต้นทุนเงินฝาก
ด้านรายได้ รายได้จากการดำเนินงานรวมในไตรมาส 2 อยู่ที่ 17,343 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.7% QoQ หนุนโดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามการขยายตัวของสินเชื่อและการควบคุมต้นทุนทางการเงิน ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเช่นกัน หนุนโดยรายได้ค่าธรรมเนียมกองทุนรวม แบงก์แอสชัวรันส์ และบัตรเครดิต รวมถึงรายได้เงินปันผล ในภาพรวมรายได้จากการดำเนินงานรอบ 6 เดือน ปี 2569 อยู่ที่ 34,076 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY)
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ 8,051 ล้านบาท ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 5.3% QoQ จากค่าใช้จ่ายด้านการตลาด รวมถึงค่าใช้จ่าย One-time เกี่ยวกับการ Write-off ระบบไอที และการบันทึกการด้อยค่าแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ยุติการใช้งาน รวม 6 เดือน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ 15,693 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.2% YoY ด้านอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้รอบ 6 เดือน ปี 2569 อยู่ที่ 46% ยังคงเป็นไปตามเป้าหมาย สะท้อนการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย
ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯ ในไตรมาส 2 อยู่ที่ 4,040 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1% QoQ โดยธนาคารยังคงตั้งสำรองฯ Management Overlay ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน เนื่องจากมองว่าความเสี่ยงทางเศรษฐกิจยังคงมีอยู่ รวม 6 เดือนแรกของปี ตั้งสำรองฯ ทั้งสิ้น 8,035 ล้านบาท ลดลง 9.5% YoY หลังจากหักสำรองฯ และรวมผลทางภาษี ธนาคารมีกำไรสุทธิที่ 5,513 ล้านบาท และ 10,683 ล้านบาท ในไตรมาส 2 และรอบ 6 เดือน ปี 2569 ตามลำดับ
ภายหลังการซื้อหุ้นคืน ธนาคารยังคงมีฐานะเงินกองทุนในระดับสูงและมีเสถียรภาพ โดยอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 ยู่ที่ 19.0% และ 17.0% ตามลำดับ ยังคงสูงเป็นลำดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรม และสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารกลุ่ม D-SIBs ที่ธปท.กำหนดไว้ที่ 12.0% สำหรับ CAR และ 9.5% สำหรับ Tier 1
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
