ธ.กรุงไทย มองกรอบเงินบาท วันนี้ 33.55-33.85 บ./ดอลลาร์

#ทันหุ้น - นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.66 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า
▪ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.61-33.72 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทและราคาทองคำ (XAUUSD) จะได้แรงหนุนบ้าง ตามการทยอยปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย โดยเฉพาะในการประชุมเดือนตุลาคม ตามรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม เดือนกันยายน ที่ปรับตัวลงเล็กน้อยสู่ระดับ 54.5 จุด แต่ต่ำกว่าคาด อีกทั้ง บรรดาเจ้าหน้าที่ FED ส่วนใหญ่ ไม่ได้ส่งสัญญาณเร่งรีบเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง (แต่ยังคงมองการขึ้นดอกเบี้ยมีความจำเป็น เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ) ทว่า เงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังคงหนุนให้ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาทยอยปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง อย่างไรก็ดี การปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ นั้นเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม อาทิ ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ก่อนปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน นอกจากนี้ จังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้มีส่วนชะลอโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย
▪ มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง 33.55-33.85 บาท/ดอลลาร์
▪ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงไม่รีบเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก แม้บรรยากาศในตลาดการเงินจะพอได้แรงหนุนบ้าง ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED ล่าสุด ที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ทว่า ราคาพลังงานยังคงปรับตัวขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดต่างยังคงรอลุ้น ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ส่งผลให้ ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.04% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.2% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.04%
▪ ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงหนักกว่า 1.3% ท่ามกลางแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงกดดันจากการเทขายหุ้นกลุ่มธนาคารและการเงิน รวมถึงหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม แต่ยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน
▪ ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ Sideways แถวโซน 5.20%-5.35% แม้จะมีจังหวะปรับตัวขึ้นบ้าง ทว่า มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย จากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ได้ช่วยให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงบ้าง แต่การปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ถูกชะลอลงบ้าง หลังราคาพลังงานยังคงปรับตัวสูงขึ้น จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ แม้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ (ย้ำว่า เน้นทยอยเข้าซื้อในจังหวะบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น หรือ Buy on Dip) โดยเราคงมองว่า หาก FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะตามคาดการณ์ของเรา หรือ ผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในระยะข้างหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเหนือโซน 5.20% ทำให้ Break-even yield ที่จะทำให้การถือครองบอนด์ระยะยาวเกิดขาดทุนบน Total Return สูงถึง 5.70%-5.80% ที่อาจเป็นไปได้ หากผู้เล่นในตลาดมองว่า FED อาจต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย หรือ ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3-4 ครั้ง (+75bps ถึง +100bps) จากปัจจุบันที่คาดหวังว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 3-4 ครั้ง ภายในกลางปีหน้า
▪ ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย โดยเงินดอลลาร์ยังคงได้อานิสงส์จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่นอกจากจะหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ยังสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อบรรดาสกุลเงินหลักฝั่งยุโรป ทั้งนี้ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ถูกชะลอลงบ้าง ตามการทยอยปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นบ้าง สู่โซน 102 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.6-102.2 จุด)
▪ ทองคำ – มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยลงบ้าง ได้ช่วยพยุง ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ให้สามารถแกว่งตัวแถวโซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังคงหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์
▪ สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน อาทิ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Average Hourly Earnings) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ FED โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังว่า FED มีโอกาสราว 4% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย อีก 2 ครั้ง ในปีนี้ (โอกาสขึ้นดอกเบี้ยเดือนตุลาคม ราว 28% ส่วนโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม ราว 76%) และอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้ง ในปีหน้า
▪ ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน ในเดือนกันยายน ที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมอง ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยอีกเพียง 1 ครั้ง โอกาส 90% ในปีนี้ และอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ในปีหน้า นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ผลสำรวจ Decision Maker Panel (DMP) ที่จัดทำโดย ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ซึ่งจะเป็นการสอบถามผู้บริหารระดับสูง อาทิ CFO ของบรรดาบริษัทขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ของอังกฤษ เกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจและธุรกิจ โดยในการสำรวจครั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะให้ความสนใจเกี่ยวกับประเด็น แนวโน้มเงินเฟ้อ หลังทาง BOE ส่งสัญญาณพร้อมทยอยขึ้นดอกเบี้ย หากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงหรือปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างให้โอกาสราว 28% ที่ BOE อาจขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ (โอกาส 73% สำหรับการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนพฤศจิกายน) และ BOE อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก ราว 3 ครั้ง ในปีหน้า
▪ และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อาจส่งผลต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า บรรดาสกุลเงินเอเชีย โดยเฉพาะประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิ อย่าง ไทย จะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังคงหนุนให้ ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยลงบ้าง อาจพอช่วยชะลอโมเมนตัมการอ่อนค่าของบรรดาสกุลเงินเอเชีย โดยเฉพาะเงินบาท ซึ่งยังพอได้อานิสงส์บ้าง ตามการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ แต่หากราคาทองคำปรับตัวลงเพิ่มเติม อาจสร้างแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงพอสมควรได้
ทั้งนี้ แม้ว่า ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่จะรับรู้ในช่วง 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ทว่า ในช่วงบ่ายนั้น เรามองว่า ควรระวังความผันผวน หลังผู้เล่นในตลาดรับรู้ รายงานข้อมูลเงินเฟ้อฝั่งยุโรป ทั้ง อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ของอังกฤษ จากผลสำรวจ DMP และอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน โดยหากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงด้านสูงของเงินเฟ้อที่ลดลง อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส BOE และ ECB ขึ้นดอกเบี้ยบ้าง สร้างแรงกดดันต่อเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) และเงินยูโร (EUR) ได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ทั้งสองสกุลเงินเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานในช่วงนี้
ส่วนในช่วงทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ เรามองว่า เงินบาทอาจผันผวนสูงขึ้นบ้าง แต่อาจยังคงไม่เห็นการแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของเงินบาท เนื่องจาก ยอดการจ้างงานฯ ของสหรัฐฯ มีโอกาส “ติดลบ” ที่น้อยมาก อีกทั้งประเด็นสำคัญต่อการตัดสินใจนโยบายการเงินของ FED จะอยู่ที่ข้อมูลเกี่ยวกับเงินเฟ้อสหรัฐฯ มากกว่าข้อมูลตลาดแรงงาน ทำให้ ผู้เล่นในตลาดอาจไม่ได้ตอบสนองต่อ ยอดการจ้างงานฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาดมากนัก ในทางกลับกัน หากยอดการจ้างงานฯ ออกมาสูงกว่าคาด อีกทั้ง อัตราการเติบโตของค่าจ้างเร่งตัวขึ้น อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย สร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำและเงินบาท จนทำให้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 33.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้
ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.30 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
