InnovestX ชี้ตลาดผันผวนต่อเชื่อฟันด์โฟลว์เข้าหลังน้ำลด

#InnovestX #ทันหุ้น - InnovestX เผยสถานการณ์ลงทุนในไตรมาส 4/2569 ยังผันผวน พร้อมรับปัจจัยหนุนมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2” ส่วนฟันด์โฟลว์ที่ไหลออกมองช่วงสั้น คาดเริ่มไหลเข้าหลังน้ำลด แนะหุ้นเด่น AMATA, CENTEL, CRC, KTB และ PR9 เคาะเป้าดัชนีปีหน้า 1,715 จุด
นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Investment Strategy & Research บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เปิดเผยว่า ความผันผวนของตลาดการเงินเริ่มปรากฏชัดเจนตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 3/2569 และประเมินว่าจะยังคงผันผวนต่อเนื่องไปตลอดไตรมาสที่ 4/2569 เป็นผลมาจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ของธนาคารกลางหลักทั่วโลกถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ความผันผวนในตลาดเพิ่มสูงขึ้น โดยมี 7 สัญญาณที่ต้องจับตา คือ
1.ราคาน้ำมันดิบ ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง 2.อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 3.ภาระหนี้สาธารณะ 4.การเลือกตั้งในสหรัฐฯ 5.ภัยธรรมชาติและปรากฏการณ์เอลนีโญ 6.ความต้องการในเทคโนโลยี AI และ 7.ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน
@ น้ำท่วมกระทบ GDP จำกัด
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เปิดเผยว่า ประเมินผลกระทบรวมต่อเศรษฐกิจจากน้ำท่วมโดยเฉพาะกรุงเทพฯ ไว้ที่ประมาณ 21,000 ล้านบาท แบ่งเป็นไตรมาส 3/2569 กระทบหนักประมาณ 19,000 ล้านบาท และไตรมาส 4/2569 อีกประมาณ 1,800 ล้านบาท คิดเป็นแรงกดดันต่อ GDP ประมาณ -0.11% แต่ยังมีปัจจัยบวกจากการต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” เข้ามาช่วยหนุน GDP ประมาณ +0.08% ทำให้ผลกระทบสุทธิ จากน้ำท่วมเหลือเพียงประมาณ -0.03% ซึ่งถือว่ากระทบไม่มากนัก
ทั้งนี้คาดว่าภาพรวมของ GDP จะเติบโตได้ที่ 2.0% ทั้งในปีนี้ และปีหน้า ซึ่งในไตรมาส 3/2569 อาจชะลอลงมาอยู่ที่ 1.7% จากเดิมที่คาดไว้ 2.1% และจะเร่งตัวขึ้นในไตรมาส 4/2569 จากการใช้จ่ายซ่อมแซมหลังน้ำลด ส่งผลให้เติบโตได้ดีขึ้น ซึ่งเครื่องยนต์ขับเคลื่อนหลัก คือ ภาคการลงทุน คาดว่าเติบโต 11% ในปีนี้ และ 6.3% ในปีหน้า รวมถึงภาคการส่งออกที่ยังเติบโตได้ดี แต่ยังถูกหักล้างจากการนำเข้าที่สูงขึ้น
@ Bond Yield ทรงตัวสูง
ในส่วนประเด็น Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับตัวสูงขึ้นตาม นอกจากนี้ภาคการคลังยังแบกรับภาระหนักจากการใช้จ่ายงบประมาณกลาโหม ซึ่งการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นดันให้หนี้สาธารณะของสหรัฐ พุ่งสูงใกล้ระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 120% ของ GDP ทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องออกพันธบัตรเพื่อระดมทุนเข้ามารองรับการใช้จ่ายจำนวนมาก จึงส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่ระดับ Bond Yield ในปัจจุบันพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 2 ปี เคลื่อนไหวอยู่ในระดับสูงแถว 4.9% ส่วนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 5.2 – 5.3% เมื่อพิจารณา P/E Ratio ของตลาดหุ้นสหรัฐ ที่ประมาณ 19 เท่า จะคิดเป็นผลตอบแทนของหุ้นอยู่ที่ประมาณ 5.19% เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับ Bond Yield 10 ปี ที่พุ่งขึ้นสูงกว่า 5.2% ทำให้พันธบัตรรัฐบาล ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำกว่า ให้ผลตอบแทนที่ไม่ต่างกับหุ้น
ทั้งนี้ทำให้สภาวะดังกล่าวกดดันนักลงทุนให้เริ่มพิจารณาย้ายเงินออกจากหุ้นไปถือสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าอย่างพันธบัตร ทำให้ตลาดการเงินโดยรวมมีความเสี่ยงสูงขึ้น และเมื่อดอกเบี้ยและ Bond Yield ทรงตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง สภาพคล่องในระบบจะเริ่มตึงตัว กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุนจะเริ่มชะลอตัวลงในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า ซึ่งกระบวนการชะลอตัวนี้จะช่วยกดดันให้ Bond Yield ปรับตัวลดลงได้ในระยะถัดไป
@ ให้เป้าดัชนีสิ้นปี 1,700 จุด
นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เปิดเผยว่า บริบทของน้ำท่วมรอบนี้เป็นเพียงเหตุการณ์ระยะสั้น ไม่ได้ท่วมขังยาวนานเหมือนกับวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 คาดว่าหลังจากผ่านพ้นช่วงสัปดาห์ถัดไป น้ำจะลดลงเมื่อฝนเริ่มซาลง ซึ่งจะช่วยให้ Sentiment ของตลาดฟื้นตัวดีขึ้น ในระยะสั้นแม้ว่าจะมีหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการตุนสินค้าอุปโภคบริโภคของประชาชน และกลุ่มซ่อมสร้างบ้านเรือนที่จะได้รับประโยชน์ชั่วคราวหลังน้ำลด
แต่ไม่แนะนำให้ไล่ซื้อหุ้นกลุ่มซ่อมสร้างที่ราคาขึ้นมาแล้ว เพราะเมื่อน้ำลดลงหุ้นกลุ่มนี้จะถูกเทขายออกมาทันที เนื่องจากมองว่า Fund Flow ที่ไหลออกไปเป็นแค่ระยะเวลาสั้น เพราะในช่วงไตรมาส 2 ถึงต้นไตรมาส 3 มี Fund Flow ไหลเข้าไทยยอดสะสมสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 60,000–70,000 ล้านบาท และในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่าน มีเงินทุนไหลออกราว 30,000 ล้านบาท จากการปรับทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และการอ่อนค่าของเงินบาท
ทั้งนี้มองว่านักลงทุนต่างชาติขายหุ้นเพื่อถือเงินสด และลดความเสี่ยงชั่วคราว เนื่องจากยังไม่เห็นภาพความชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วม ขณะที่โครงสร้างการเมืองไทยมีความมั่นคงและมีเสถียรภาพสูงมาก ดังนั้นเมื่อสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายและน้ำลดลง ต่างชาติจะกลับเข้าซื้อหุ้นที่เคยขายออกไป จึงให้เลือกลงทุนหุ้นที่ถูกเทขายออกมาก่อนหน้านี้ เช่น กลุ่มธนาคาร, กลุ่มท่องเที่ยว, กลุ่มการแพทย์, กลุ่มสาธารณูปโภค, กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมแนะนำจุดเข้าซื้อที่เหมาะสม 1,500 – 1,550 จุด โดยยังคงเป้าหมาย SET ปีนี้ที่ 1,700 จุด และตั้งเป้าปีหน้าไว้ที่ 1,715 จุด
@ หุ้นเด่นประจำ Q4/69
ทั้งนี้กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจตามปัจจัยพื้นฐานกลุ่มท่องเที่ยว, กลุ่มธนาคาร, กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม, กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, กลุ่มอาหาร และกลุ่มการแพทย์ โดยมีหุ้นเด่นประจำไตรมาส 4/2569 ได้แก่ AMATA ราคาเป้าหมาย 44 บาท, CENTEL ราคาเป้าหมาย 47 บาท, CRC ราคาเป้าหมาย 31 บาท, KTB ราคาเป้าหมาย 49 บาท และ PR9 ราคาเป้าหมาย 23 บาท
อย่างไรก็ดีแม้ภาพรวมอัตราการเติบโตของกำไรปีหน้าจะดูทรงตัว (Flat) แต่ปัจจัยกดดันหลักมาจากเพียง 3 กลุ่ม ได้แก่ สินค้าโภคภัณฑ์, พลังงาน และปิโตรเคมี เนื่องจากสมมติฐานราคาน้ำมันที่ลดลง หากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจริง หุ้นกลุ่มอื่น ๆ นอกเหนือจากพลังงานจะได้อานิสงส์และมี Upside จากการปรับประมาณการกำไรขึ้น ส่งผลให้บริษัทจดทะเบียนไทยมีอัตราการเติบโตของกำไรสูงถึง 9%
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
