"ทุเรียน" ปีนี้ถูกลง หลุด 100 บาท ต่ำสุดรอบ 6 ปี

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีการประเมินราคาทุเรียนไทย พบว่า ราคาทุเรียนปรับลดลงมาตลอด 5 ปี ถ้าดูราคาเฉลี่ยในปี 2562-2567 อยู่ที่กิโลกรัมละ 108.7 บาท
ส่วนในปี 2568 ราคาทุเรียนสดของไทยลดลงถึงร้อยละ 16 อยู่ที่ 92.5 บาทต่อกก. โดยต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีก่อนพอสมควร โดยสาเหตุหลักที่ฉุดราคามาจากผลผลิตเพิ่มขึ้นถึง และการแข่งขันในตลาดจีนที่มากขึ้น
ในปี 2569 ประเมินว่าราคาทุเรียนอยู่ในระดับ 90 บาทต่อกก. หรือลดลงร้อยละ 2.7 เป็นการปรับลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และคาดว่าจะกดดันรายได้เกษตรกรให้ลดลงร้อยละ 0.7 ถ้ามองไปในระยะข้างหน้า คาดว่าราคาทุเรียนสดไทยมีแนวโน้มยากที่จะกลับไปสูงกว่า 100 บาทต่อกก.ดังเช่นในอดีต
สำหรับแนวโน้มการส่งออกทุเรียน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า มูลค่าส่งออกทุเรียนสดไทยในปี 2569 อยู่ที่ 3,705 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือลดลงร้อยละ 1.8 โดยมาจากแรงกดดันในตลาดจีนใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
1.ความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดจีนลดลง โดยเฉพาะจากคู่แข่งหลักอย่างเวียดนามที่รุกตลาดจีนอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2565 หลังจีนอนุญาตนำเข้าทุเรียนสดจากเวียดนาม ประกอบกับการพัฒนาของเวียดนามที่ทำให้มีการส่งออกเพิ่มและขยายส่วนแบ่งตลาดได้อย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของไทยในจีนทยอยลดลง นอกจากนี้ ยังมีคู่แข่งหน้าใหม่อย่างฟิลิปปินส์ในปี 2566 มาเลเซียในปี 2567 และกัมพูชากับสปป.ลาวในปี 2568
แม้ไทยยังครองแชมป์ส่วนแบ่งตลาดในจีนจากคุณภาพที่ดีและรสชาติเป็นเอกลักษณ์ แต่เวียดนามมีความได้เปรียบด้านต้นทุนต่ำและระยะขนส่งที่ใกล้กว่า
2.มาตรฐานนำเข้าของจีนยังเข้มงวด โดยตั้งแต่เดือนก.ย. 2567 จีนควบคุมการนำเข้าทุเรียนสดในด้านคุณภาพและสารตกค้าง เช่น แคดเมียม และ BY2 รวมถึงการลงทุนในไทยที่ต้องผ่านมาตรฐานด้านสุขอนามัย การขึ้นทะเบียนสวน และโรงคัดบรรจุ ทำให้ผู้ประกอบการไทยยังมีต้นทุนเพิ่มเพื่อรักษามาตรฐานเหล่านี้
3.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคาดว่าจะรุนแรงขึ้น โดยครึ่งปีหลังอาจเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้ร้อนแล้งและกดดันผลผลิตทุเรียนไทยให้เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1.9 ไปอยู่ที่ 1.62 ล้านตันในปี 2569 นอกจากนี้ ในระยะยาว สภาพอากาศที่แปรปรวนจะกระทบทั้งปริมาณการส่งออกและคุณภาพผลผลิต เช่น ความอ่อน/แก่ของทุเรียน
จีนยังเป็นตลาดหลักในการนำเข้าทุเรียน เมื่อพิจารณาตามการส่งออกทุเรียนไปจีน เป็นรายมณฑล พบว่า มณฑลที่นำเข้าทุเรียนสด 5 มณฑลแรกที่นำเข้าจากไทยมีมูลค่ารวมกว่า 2,951 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่เวียดนามมีมูลค่าอยู่ที่ 2,322 ล้านเหรียญสหรัฐสะท้อนว่าไทยยังครองตลาดในจีน
ถ้าไปดูในรายละเอียดพบว่ามี 4 มณฑลที่นำเข้าจากทั้งสองประเทศตรงกัน ได้แก่ กวางตุ้ง ยูนนาน เจ้อเจียง และกว่างซีจ้วง
มณฑลที่เติบโตโดดเด่น คือ กวางตุ้ง ยูนนาน และเจ้อเจียง ซึ่งจีนมีการนำเข้าทุเรียนสดจากไทยสูงกว่าเวียดนาม อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีรายได้และประชากรสูง จึงเป็นตลาดศักยภาพที่ไทยควรรักษาไว้
มณฑลที่ท้าทาย คือ กว่างซีจ้วง ซึ่งจีนมีมูลค่าการนำเข้าจากไทยที่น้อยกว่าเวียดนาม เนื่องจากเป็นพื้นที่รายได้น้อย จึงทำให้ทุเรียนสดราคาถูกจากเวียดนามทำตลาดได้ดีกว่า
มณฑลที่น่าสนใจ คือ เสฉวน แม้จะนำเข้าทุเรียนสดจากไทยเพียง 233 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ก็มีมูลค่าที่สูงกว่าการนำเข้าจากเวียดนามเกือบ 130% อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีรายได้และประชากรสูง จึงเป็นตลาดที่ไทยมีโอกาสขยายการส่งออกได้อีกมาก
ทุเรียนถือเป็นผลไม้ที่สร้างรายได้เข้าไทยปีละกว่า 1 แสนล้านบาท แม้จะมีการแข่งขันเพิ่มขึ้น ราคาและปริมาณการส่งออกลดลง แต่ความน่าสนใจของผลไม้ชนิดนี้ไม่ได้จืดจางไป
“สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตร รายงานถึงการส่งออกทุเรียนสดของไทย การส่งออกทั้งปี 2567 ปริมาณ 859,157 ตัน มูลค่า 134,852 ล้านบาท และปี 2568 เบื้องต้นมีปริมาณ 982,016 ตัน มูลค่า 125,868 ล้านบาท”
สำหรับแนวโน้มผลผลิตในปี 2569 สศก.คาดว่าจะมีเนื้อที่ให้ผลรวมทั้งประเทศ 1,391,000 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2568 เกือบร้อยละ 10 เนื่องจากเกษตรกรขยายเนื้อที่ปลูกทุเรียน
คาดว่าจะมีปริมาณผลผลิต 1,781,019 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 เนื่องจากคาดว่าสภาพภมิอากาศเอื้ออํานวยต่อการออกดอกและติดผล ประกอบกับเกษตรกรมีการดูแลจัดการสวนดี ทําให้ในภาพรวมคาดว่าผลผลิตเพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของเนื้อที่ให้ผลและผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล
ด้านการตลาดในส่วนการส่งออก ปี 2569 คาดว่า ราคามีแนวโน้มลดลง แต่ผลผลิตและปริมาณน่าจะเพิ่มขึ้นจากความต้องการที่เพิ่มขึ้น แต่ทุเรียนไทยอาจต้องเผชิญกับการเเข่งขันที่รุนเแรงขึ้นการแข่งขันด้านราคา เเละการแย่งส่วนเเบ่งตลาดทุเรียนจากประเทศคู่เเข่ง โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งหลังจากจีนอนุญาตการนำเข้าทุเรียนผลสุดจากเวียดนามเมื่อกลางปี 2565 การนำเข้าทุเรียนเวียดนามของจับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
นอกจากนี้คู่เข่งในตลาดจีนยังมีมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และสปป.ลาว นอกจากคู่แข่งในอาเซียนแล้ว จีนก็สามารถปลูกทุเรียนเองได้ที่ มณฑลไห่หนาน ปัจจุบันยังไม่มีผลผลิตออกสู่ตลาดมากนั้นจึงยังไม่ส่งผลต่อไทยในระยะสั้น แต่ในระยะยางไทยต้องเตรียมแผนรับมือที่เหมาะสม
พาไปดู "การส่งออกทุเรียนของเวียดนาม" คู่แข่งไทยกันบ้าง พบว่า หลังที่เวียดนามได้รับอนุมัติจากจีนให้ส่งออกทุเรียนไปจีนได้ ผลักดันให้การส่งออกผักและผลไม้ของเวียดนามในภาพรวม สูงสุดเป็นประวัติการณ์
ตามข้อมูลของกรมศุลกากรเวียดนาม การส่งออกทุเรียนของเวียดนามในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อยู่ที่กว่า 3,300 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ตลาดจีนยังคงครองสถานะตลาดส่งออกหลักคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 94.3 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 3,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของตลาดจีน
แต่เวียดนามประสบปัญหาการส่งออกทุเรียน ทั้งในเรื่องคุณภาพมาตรฐาน ที่ทางการจีนมีการตรวจสอบทุเรียนเข้มงวดขึ้น ทำให้
กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมของเวียดนาม “ประกาศแผนดำเนินโครงการนำร่องระบบการตรวจสอบย้อนกลับถิ่นกำเนิดสินค้า (traceability system) สำหรับทุเรียนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นปี 2569
“แผนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นฐานในการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการสินค้าเกษตร การเพิ่มประสิทธิภาพด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร”
ถ้าประสบความสำเร็จในทุเรียนแล้ว จะมีการขยายผลไปยังสินค้าเกษตรสำคัญประเภทอื่นในอนาคต
ตรงนี้ทำให้เห็นว่า เวียดนามให้ความสำคัญกับทุเรียน เพราะทุเรียนถือเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรส่งออกที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของเวียดนาม และมีบทบาทต่อรายได้จากการค้าระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
โครงการนำร่องตรวจสอบย้อนกลับในสินค้าทุเรียน มีเป้าหมายในการพัฒนารูปแบบห่วงโซ่อุปทานทุเรียนต้นแบบที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ด้านการตรวจสอบย้อนกลับถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรฐานคุณภาพ และความโปร่งใสของข้อมูล โดยกำหนดดำเนินการทดสอบระบบในช่วงวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569
ที่ผ่านมาจีนปรับเพิ่มความเข้มงวดด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ทางเทคนิคทางการค้า และข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาหารอย่างต่อเนื่อง การยกระดับระบบกำกับดูแลคุณภาพและความโปร่งใสของข้อมูลสินค้าจึงกลายเป็นภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้สำหรับภาคเกษตรเวียดนามในระยะต่อไป
แนวทางการดำเนินงานของเวียดนามจะให้ความสำคัญกับการบูรณาการและเชื่อมโยงกระบวนการตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานในลักษณะต่อเนื่องและสอดคล้องกันทั้งระบบ ตั้งแต่แปลงเพาะปลูกและเขตถิ่นกำเนิด ขั้นตอนการจัดหาวัตถุดิบ การแปรสภาพสินค้า การเตรียมสินค้าเบื้องต้น การบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนกระบวนการขนส่งและการกระจายสินค้าไปสู่ตลาด
ในด้านการดำเนินงาน คาดว่าจะมีผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 5 รายจากภาคการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ การแปรสภาพสินค้า การบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง และการกระจายสินค้า เข้าร่วมในโครงการนำร่องดังกล่าว ขณะเดียวกัน แผนงานได้กำหนดให้มีการจัดทำและติดเครื่องหมายรับรองอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับทุเรียนที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด รวมถึงการทบทวน ปรับปรุง และยกระดับกรอบกฎระเบียบ ระเบียบวิธีปฏิบัติ รวมถึงเอกสารข้อแนะนำและคู่มือการปฏิบัติ ที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวม การกำกับควบคุม และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลการตรวจสอบย้อนกลับตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน
สำนักงานส่งเสริมการค้า ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) ของไทย ประเมินว่า การที่เวียดนามประกาศดำเนินโครงการนำร่องระบบการตรวจสอบย้อนกลับทุเรียนตั้งแต่ต้นปี 2569 สะท้อนถึงความพยายามเชิงนโยบายของภาครัฐในการรับมือกับความท้าทายเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมทุเรียน ซึ่งมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วแต่ยังคงพึ่งพาตลาดจีนในสัดส่วนสูงมาก
แม้ทุเรียนจะเป็นสินค้าเกษตรที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างการส่งออกของเวียดนามในช่วงที่ผ่านมา แต่ ความเสี่ยงด้านมาตรฐานคุณภาพ ความไม่โปร่งใสทางการค้า ตลอดจนแรงกดดันจากมาตรการทางเทคนิคและกฎระเบียบของประเทศผู้นำเข้ากลับมีแนวโน้มทวีความเข้มข้นมากขึ้น
โครงการนำร่องระบบการตรวจสอบย้อนกลับ จึงถูกวางบทบาทให้เป็นกลไกตั้งต้น ในการจัดทำกรอบมาตรฐานกลางที่มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และสอดรับกับข้อกำหนดของตลาดคู่ค้าหลัก โดยเฉพาะตลาดจีน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดความเสี่ยงเชิงการค้า เสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ และสนับสนุนการยกระดับมูลค่าการส่งออกทุเรียนของเวียดนามในระยะกลางและระยะยาวที่มีความยั่งยืน
“มีข้อแนะนำผู้ประกอบการไทย” ว่าควรเร่งปรับกลยุทธ์ในเชิงโครงสร้าง โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารคุณภาพ การรับรองถิ่นกำเนิด และการจัดเก็บข้อมูลสินค้าในรูปแบบที่สามารถตรวจสอบและตรวจย้อนได้ การติดตามพัฒนาการด้านกฎระเบียบของเวียดนามอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างความร่วมมือเชิงธุรกิจกับคู่ค้าท้องถิ่นที่มีความพร้อม ด้านระบบตรวจสอบย้อนกลับ จะช่วยลดความเสี่ยงทางการค้าและเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดน
ขณะเดียวกัน โครงการดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีการเกษตร โลจิสติกส์ การจัดการข้อมูล และบริการสนับสนุนห่วงโซ่อุปทาน สามารถขยายบทบาทเข้าสู่ตลาดเวียดนามในฐานะผู้ให้บริการหรือพันธมิตรทางธุรกิจได้มากขึ้น อีกทั้งการยกระดับมาตรฐานทุเรียนของเวียดนามยังส่งผลเชิงอ้อมต่อการยกระดับมาตรฐานการแข่งขันในตลาดจีนโดยรวม ซึ่งจะเอื้อให้ผู้ประกอบการไทยที่สามารถพัฒนาสินค้าให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาหารระหว่างประเทศ สามารถรักษาและต่อยอดความสามารถในการแข่งขันในระยะกลางถึงระยะยาว ภายใต้บริบทการค้าที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความน่าเชื่อถือมากกว่าปริมาณเพียงอย่างเดียว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
