รีเซต

BBLสินเชื่อรายใหญ่โตต่อ รับอานิสงส์การเร่งลงทุน

BBLสินเชื่อรายใหญ่โตต่อ รับอานิสงส์การเร่งลงทุน
ทันหุ้น
30 ตุลาคม 2569 ( 08:30 )
1

#BBL #ทันหุ้น - BBL แนวโน้มผลงานไตรมาส 4/2569 คาดยังทรงตัว QoQ  ยันไม่สำรองเพิ่ม ภาพรวมสินเชื่อปี 2569 โตตามเป้า 2-3% แรงหนุนสินเชื่อรายใหญ่เริ่มมีสัญญาณขอสินเชื่อมากขึ้น-การฟื้นตัวของสินเชื่อรายกลาง เป็นผลจากการเข้ามาลงทุนของต่างประเทศ ดอกเบี้ยไทยที่อยู่ในระดับต่ำถือว่าเหมาะสมแล้ว

นายชาติศิริ  โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เปิดเผยว่า แนวโน้มผลงานไตรมาส 4/2569 คาดผลกระทบจากปรับลดลงของส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) จะเริ่มทรงตัวขึ้น ขณะที่ธนาคารยังไม่มีความจำเป็นที่ต้องเพิ่มการตั้งสำรองเพิ่มขึ้น เนื่องจากระดับเงินสำรองสะสมในปัจจุบันมีความเพียงพอ และสามารถรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เรียบร้อยแล้ว ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อนให้เกิดรายได้ (NPL) ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับปัจจุบันและบริหารจัดการได้

@สินเชื่อโตตามเป้า 2-3%

ดังนั้นภาพรวมทั้งปี 2569 ธนาคารยังคงตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อไว้ที่ 2–3% โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 สินเชื่อเติบโตแล้ว 3.2% โดยสินเชื่อรายใหญ่ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนรายได้และกำไรหลัก ซึ่งมีสัญญาณขอสินเชื่อเข้ามาเรื่อยๆ ส่วนลูกค้ารายกลางเริ่มเห็นการฟื้นตัวและขยายตัวได้ดีขึ้น ซึ่งมีแรงสนับสนุนมาจากเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้ามาในประเทศไทยในอัตราสูงต่อเนื่องตลอด 2–3 ปีที่ผ่านมา

ขณะที่ตัวเลขการขอรับส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องกัน 3 ปีซ้อน โดยกลุ่มธุรกิจที่เข้ามาลงทุนเด่นชัด ได้แก่ Data Center, พลังงาน, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ในส่วนลูกค้ารายย่อยและ SME ยังคงเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงและต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ซึ่งธนาคารได้เข้าไปช่วยหาวิธีการทำธุรกิจเพื่อให้ประคองตัวและขยายตัวได้

ขณะเดียวกันธนาคารยังอยู่ระหว่างทำแผนปี 2570 แต่คาดว่าภาพรวมจะเติบโตใกล้เคียงจากปี 2569 แต่ต้องติดตามความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาตร์ และนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนนโยบายกระทรวงการคลัง และนโยบายธปท. ยังเอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ

@ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ

ในส่วนผลกระทบจาก Bond Yield ต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นไม่ได้กระทบระบบการเงินไทย เนื่องจาก ธปท. และกระทรวงการคลัง บริหารจัดการเสถียรภาพทางการเงิน เงินสำรองระหว่างประเทศ และเงินเฟ้อได้อย่างแข็งแกร่ง ซึ่งอัตราดอกเบี้ยของไทยยังคงต่ำเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งช่วยเอื้อต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเมื่อผลของการลงทุนเกิดขึ้นจะค่อยๆ สะท้อนลงไปใน GDP ถึงแม้ กนง. จะมีการส่งสัญญาณว่าอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ซึ่งธนาคารมองว่าดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่เหมาะสมและรับมือได้

ด้านรายได้ต่างประเทศยังคงทรงตัวในสัดส่วนเท่าเดิม โดยธนาคารยังคงมีความเชื่อมั่นสูงต่อเศรษฐกิจอินโดนีเซีย แม้สาขาอินโดนีเซียจะโดนปรับลดน้ำหนักใน MSCI เพราะว่าอินโดนีเซียมีประชากรสูงถึง 280 ล้านคน มีโครงสร้างประชากรที่ดี ขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียน คิดเป็น 2 เท่าของเศรษฐกิจไทย ซึ่งมองว่ายังมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว ดังนั้นจึงเป็นโอกาสโอกาสของนักลงทุนไทย ถ้าหากเศรษฐกิจอาเซียนยังขยายตัวได้ดี ธนาคารพร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยออกไปค้าขายและลงทุนเพิ่มเติมในภูมิภาค

@ดึงการลงทุนใหม่

ดร.กอบศักดิ์  ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีได้รับปัจจัยบวกหลักจากการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งขยายตัวโดดเด่นมากกว่า 20% มาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนการเดินทางเพิ่มขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวหลายกลุ่มเริ่มชะลอการเดินทาง

ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐมีข้อจำกัด เนื่องจากติดปัญหาเรื่องเพดานหนี้สาธารณะ ทำให้รัฐบาลทำได้เพียงมาตรการเท่าที่จำเป็น ดังนั้นภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวได้เพียงประมาณ 2% แต่ข้อดีของไทย คือ การเข้ามาของ FDI เมื่อรวมกับการส่งออก จะเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้าง S-Curve ใหม่ให้แก่ประเทศ

ทั้งนี้ไทยเปลี่ยนจากประเทศเกษตรกรรมไปสู่ประเทศอุตสาหกรรม โดยการเร่งพัฒนาและดึงดูด New Sectors เช่น EV, Semiconductor, PCB, Data Center จะช่วยสร้างฐานการเติบโตระลอกใหม่ และยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตได้ที่ 3-4% ในอีก 3–4 ปีข้างหน้า

@มองหา New Sectors เข้าหุ้นไทย

ในภาพของตลาดทุนไทยมองว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยในระดับ 1,560-1,600 จุด ถือว่าเป็นระดับที่ปลอดภัยแล้ว ซึ่งการเติบโตปีละ 10–20% มีความมั่นคงกว่าการปรับตัวขึ้นร้อนแรงแล้วร่วงลงรุนแรงเหมือนในเกาหลีใต้ อีกทั้งยังมองว่าตลาดทุนไทยจำเป็นต้องเพิ่มบริษัทในกลุ่ม New Sectors เข้ามาจดทะเบียน จากเดิมที่มีหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง DELTA เพียงตัวเดียว

อีกทั้งธนาคารยังได้ร่วมมือกับภาครัฐทำโครงการ BOI to IPO โดยใช้เครือข่ายของธนาคารในการช่วยคัดสรรและเป็นสะพานเชื่อมดึงบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ยกตัวอย่างเช่น ฉางอัน ที่จะเข้ามาตั้ง Research Center พร้อมพนักงานกว่า 2,000 คน เพื่อเข้ามาตั้งฐานการผลิตและเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งธนาคารตั้งเป้ามหายที่จะดึงบริษัทดาวเด่นขนาดใหญ่เข้ามาจดทะเบียนประมาณหลักสิบบริษัท คาดว่าจะเริ่มเห็นผลชัดเจนภายใน 2–3 ปี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง