ทำไมอิหร่านจึงสำคัญกับการพัฒนาซินเจียงในระยะยาว ( ตอน 2)

คุยกันต่อเลยครับ ...
ในกรณีของฝ้าย การผลิตฝ้ายในซินเจียงได้ก้าวข้ามจากการใช้ “แรงงานเข้มข้น” ไปสู่ “เทคโนโลยีเข้มข้น” ผ่าน “เกษตรแม่นยำ” อย่างเต็มรูปแบบในปัจจุบัน ไล่ตั้งแต่การหว่านเมล็ดและการจัดการแปลงใช้เครื่องจักรไร้คนขับที่นำทางด้วยระบบดาวเทียมเป๋ยโต่ว (Beidou) ของจีน ทำให้การวางแนวการปลูกฝ้ายมีความแม่นยำสูง ประหยัดเมล็ดพันธุ์และปุ๋ย และง่ายต่อการกำกับดูแล
ขณะเดียวกัน การเก็บเกี่ยวก็กระทำด้วยเครื่องจักรในอัตราการเก็บเกี่ยวสูงถึงเฉียด 100% เลยทีเดียว ขณะที่การจัดการในหลายส่วนก็กระทำผ่านแอปที่เชื่อมโยงผ่านระบบ IoTs ผ่านสมาร์ตโฟนเพื่อการตรวจสอบความชื้น การให้ปุ๋ยและน้ำ การควบคุมศัตรูพืช และอื่นๆ รวมทั้งการใช้โดรนทำหน้าที่ฉีดพ่นสารเคมีอย่างทั่วถึงในปัจจุบัน
ระบบและเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ประหยัดน้ำและปัจจัยการผลิตอื่น ขยายผลิตภาพ และเพิ่มความรวดเร็วในการจัดการผลผลิต และอื่นๆ
นี่ยังไม่นับรวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมทั้งระบบนิเวศที่ผลักดันการสร้างห่วงโซ่อุปทานผ่านการตั้งฐานการแปรรูปฝ้ายเส้นยาว อาทิ การผลิตเส้นด้ายคุณภาพสูงในซินเจียง ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการขนส่ง เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสร้างงานถึงกว่า 1 ล้านตำแหน่งในพื้นที่
ในกรณีของผลไม้ ซินเจียงพยายามพัฒนาและคัดเลือกสายพันธุ์ผลไม้ที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกในพื้นที่ที่แห้งแล้ง และการพัฒนา “Scientific Fields” กลุ่มเรือนกระจกอัจฉริยะและการปลูกพืชแนวดิ่งที่ควบคุมโดย AI พร้อมระบบตรวจสอบคุณภาพดิน และควบคุมอุณหภูมิและความชื้นแบบแม่นยำ
ซินเจียงยังนำเอาระบบน้ำหยดใต้ดินที่ส่งผ่านความชื้นและสารอาหารตรงถึงรากพืชมาใช้ประโยชน์ ซึ่งช่วยลดการระเหยของน้ำและเพิ่มความหวานให้กับผลไม้ได้อย่างคงที่ ช่วยให้สามารถปรับโครงสร้างและยกระดับจากเชิง “ปริมาณ” ไปสู่เชิง “คุณภาพ” แถมยังช่วยลดพื้นที่การเพาะปลูกและสามารถปลูกผลไม้คุณภาพสูงนอกฤดูกาลได้อย่างหลากหลายชนิด อาทิ
นอกจากนี้ ระบบและเทคโนโลยีดังกล่าว การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ และการแปรรูปผลไม้อบแห้ง ที่ผมชื่นชอบมากที่สุดเห็นจะได้แก่ “วอลนัท-พุทราจีน” ที่มีรสชาติเข้ากันอย่างลงตัวชนิดที่ “ชิมแล้วหยุดไม่ได้” ยังทำให้ซินเจียงเป็นแหล่งผลิต “ผลไม้พรีเมี่ยม” อาทิ องุ่น เชอร์รี่ พุทราจีน ลูกแพร์ และเมลอน รวมทั้งดาวรุ่งดวงใหม่อย่างบลูเบอร์รี่ ที่ป้อนตลาดทั้งในและต่างประเทศได้อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน
ประการสำคัญ นอกจากการเพิ่มขึ้นของผลไม้ที่ได้รับการเกษตรอินทรีย์ และการขยายตัวของจำนวนสวนผลไม้ที่จดทะเบียนเพื่อการส่งออกในอัตราที่สูง รวมทั้งการสร้างแบรนด์ภูมิภาค “Xinjiang Quality” และ “Taste Xinjiang” แล้ว มูลค่าการส่งออกผลไม้ของซินเจียงยังเติบโตในอัตราที่สูงกว่าเชิงปริมาณในช่วงหลายปีหลัง
นั่นหมายความว่า ราคาของผลไม้ซินเจียงมีแนวโน้มสูงขึ้น นั่นเท่ากับว่ามูลค่าเพิ่มในพื้นที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จนกำลังกลายเป็นหนึ่งใน “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ที่สำคัญของซินเจียงในปัจจุบันและอนาคต
ซินเจียงยังเป็นขุมทรัพย์ด้าน “พลังงาน” และ เหมืองแร่” นักวิชาการบางคนเปรียบเทียบว่าซินเจียงว่าเป็น “ถังน้ำมันและก๊าซ” ที่สำคัญของจีน โดยมีปริมาณน้ำมันดิบสำรอง 30% และก๊าซธรรมชาติ 35% ของทั้งประเทศ รวมทั้งยังเป็นแหล่งถ่านหินและแร่หายากขนาดใหญ่อีกด้วย
เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้สอดรับกับนโยบายการพัฒนาคุณภาพสูงและบรรลุเป้าหมาย “การปล่อยคาร์บอนสูงสุด” (Carbon Peak) ภายในปี 2030 และ “ความเป็นกลางด้านคาร์บอน” (Carbon Neutrality) ภายในปี 2060 ซินเจียงจึงพยายามยกระดับสู่อุตสาหกรรมการผลิตที่ทันสมัยอย่างรอบด้าน
เท่านั้นไม่พอ ซินเจียงยังพยายามปรับปรุงภาคการผลิตเพื่อการส่งออก ยกตัวอย่างเช่น จาก “สิ่งทอแบบดั้งเดิม” ไปสู่ “สิ่งทอคุณภาพสูง” หรือ “วัสดุพื้นฐาน” ไปสู่ “วัสดุใหม่” และการยกระดับไปสู่การเป็นฐานการผลิต “พลังงานสะอาด” อาทิ “ถ่านหินสะอาด” และ “เหมืองแร่สีเขียว” รวมทั้งยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรีลิเทียม และแผงสุริยะ ซึ่งขยายตัวถึง 73% ในปี 2025
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซินเจียงยังติดตั้งกังหันลมและแผงโซล่าเซลล์ในพื้นที่ขนานใหญ่จนมีความสามารถในการผลิตกระแสไฟฟ้ารวมเกือบ 170 กิโลวัตต์ คิดเป็นถึง 2 ใน 3 ของกำลังการผลิตโดยรวมของภูมิภาคตะวันตก และถือเป็นแหล่งผลิตพลังงานลมและแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน
เมื่อคราวที่ผมมีโอกาสเดินทางไปในพื้นที่ ผมก็เคยตะลึงกับแผงโซล่าเซลล์และกังหันลมที่ยาวเหยียดต่อเนื่อง “ข้ามหลายขุนเขา” ระหว่างทางที่ผมนั่งรถไปตามทางด่วน เห็นทีแรกก็รู้สึกตื่นเต้น แต่ผม “หลับแล้วตื่น” ขึ้นมา โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานดังกล่าวก็ยังไม่หมดเลย
นอกจากนี้ รัฐบาลท้องถิ่นยังทุ่มงบลงทุนจำนวนมหาศาลกับการส่งผ่านข้อมูล (Information Transmission) และบริการซอฟท์แวร์ (Software Services) ส่งผลให้ภาคส่วนนี้ขยายตัวเกือบ 100% ในปี 2025 ซึ่งช่วยสนับสนุนโลจิสติกส์อัจฉริยะและท่าเรือบกที่ทันสมัย และการค้าข้ามพรมแดน ซึ่งกว่า 90% ของการค้าของซินเจียงกระจุกตัวอยู่กับประเทศตามแนว “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง”
ในด้านโลจิสติกส์ ซินเจียงอาจถูกมองว่าเป็นพื้นที่ “ชายขอบ” ของจีนในด้านซีกตะวันตก และมีพรมแดนติดกับหลายประเทศในภูมิภาค ทำให้ซินเจียงเป็น “ศูนย์กลางโลจิสติกส์ทางบก” ที่สำคัญที่สุดของนโยบาย BRI ที่ต้องการเชื่อมต่อกับโลกภายนอก นั่นเท่ากับว่า ในอีกด้านหนึ่ง ซินเจียงจึงเป็นเสมือน “จุดรวมศูนย์” ของ BRI ที่สามารถเชื่อมต่อไปยังเอเชียกลาง คอเคซัส ตะวันออกกลาง และยุโรป
ปัจจุบัน บริการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางรถไฟสายมังกรที่เชื่อมระหว่างจีน-ยุโรป (China-Europe Railway Express) จำนวนหลายพันเที่ยวต่อปี ส่วนใหญ่ต้องผ่านด่านที่ซินเจียง เช่น ด่านอาลาซานโข่ว (Alashankou) และด่านคอร์กอส (Horgos)
เราไปคุยแง่มุมอื่นด้านโลจิสติกส์และรู้จักอิหร่านกันในตอนหน้าครับ ...
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
