รีเซต

เปิดปม “วัดป่าอดุลยาราม” สรุปประเด็นพิพาทที่ดิน 26 ไร่ เกิดอะไรขึ้น?

เปิดปม “วัดป่าอดุลยาราม” สรุปประเด็นพิพาทที่ดิน 26 ไร่  เกิดอะไรขึ้น?
TNN ช่อง16
12 สิงหาคม 2569 ( 19:45 )
20

  กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจสำหรับกรณี วัดป่าอดุลยาราม ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น หลังเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 มีกลุ่มชายหลายรายเข้ามาบริเวณทางเข้า-ออกวัด ริมถนนกัลปพฤกษ์ ใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมนำท่อปูนมาวางกีดขวางทาง และติดป้ายแจ้งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายในวัดภายใน 15 วัน โดยมีการกล่าวอ้างถึงสิทธิในที่ดินและคำสั่งจาก “เบื้องบน”

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า หากมีบุคคลอ้างสิทธิในที่ดิน สามารถเข้ามาปิดทางหรือดำเนินการกับพื้นที่ด้วยตัวเองได้หรือไม่ ขณะที่ทางวัดยืนยันว่า พร้อมต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม และได้แจ้งตำรวจให้เข้ามาดูแลความปลอดภัยแล้ว

เกิดอะไรขึ้นที่วัดป่าอดุลยาราม?

พระครูอดุลย์ สารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุ พระภายในวัดได้รับแจ้งว่ามีกลุ่มบุคคลจากภายนอกเข้ามาบริเวณทางเข้า จึงออกไปตรวจสอบและพบว่ากำลังนำท่อปูนมาวางขวางทางเข้า-ออก

ต่อมามีการนำท่อปูนมาวางเพิ่มเติมจนเต็มบริเวณทาง พร้อมแจ้งให้ทางวัดย้ายออกจากพื้นที่ภายใน 15 วัน หากไม่ดำเนินการตามกำหนดจะกลับมารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายในวัด

เจ้าอาวาสระบุว่า จำได้ว่ามีรถตู้เข้ามาประมาณ 3 คัน แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าบุคคลทั้งหมดเป็นใคร หรือมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องที่ดินเดินทางมาด้วยหรือไม่ เนื่องจากขณะเกิดเหตุมีคนจำนวนมากและสถานการณ์ค่อนข้างชุลมุน

ทางวัดยืนยันว่า ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการเข้ามาพูดคุยหรือเจรจาเรื่องการขอที่ดินคืน เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และถือเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นกับวัด

ปมที่ดินเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2533

สำหรับที่มาของข้อพิพาท พระครูอดุลย์เล่าว่า ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2533 เมื่อ นายเฮียง เดินทางมาทำบุญที่วัด และมีการถวายที่ดินให้กับทางวัดเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2533 เพื่อใช้ประโยชน์ในการสร้างและพัฒนาวัด

ในช่วงแรกไม่มีปัญหาเกี่ยวกับที่ดิน กระทั่งเวลาต่อมาเกิดข้อพิพาทและมีการดำเนินคดีทางศาล

พระศตวรรษ พระลูกวัด ระบุว่า ในช่วงที่เกิดข้อพิพาท มีการร้องขอให้ยกเลิกหรือเพิกถอนนิติกรรมที่นายเฮียงทำไว้กับทางวัด รวมถึงมีการดำเนินคดีเกี่ยวกับการขอที่ดินคืนและการขับไล่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ ทำให้ทางวัดต้องต่อสู้คดีมาอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ทางวัดรับทราบว่าทายาทของนายเฮียงยังคงยืนยันที่จะต่อสู้เรื่องสิทธิในที่ดิน โดยหยิบยกเอกสารและสิทธิที่เกี่ยวข้องกับผู้เป็นบิดาขึ้นมาต่อสู้ แม้จะมีคำพิพากษาศาลในประเด็นที่เกี่ยวข้องแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ทางวัดยืนยันว่าพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาล

ที่ดินพิพาทแบ่งเป็น 2 ส่วน รวมประมาณ 26 ไร่

นายโกวิทย์ แสงสากล ทนายความของวัดป่าอดุลยาราม ระบุว่า ที่ดินที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทสามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วน

ส่วนแรกประมาณ 21 ไร่ ทางวัดระบุว่าผู้ถือสิทธิเดิมได้อุทิศที่ดินเพื่อใช้ในการสร้างวัด

ส่วนที่สองประมาณ 5 ไร่ เป็นพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิในลักษณะโฉนด แต่ทางวัดครอบครองและใช้ประโยชน์มาโดยตลอด

ทนายความอธิบายว่า การมีชื่อบุคคลเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดเป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้นเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นข้อยุติในทุกกรณี หากมีพยานหลักฐานอื่น เช่น หลักฐานการโอน การอุทิศ หรือการสละสิทธิ ก็สามารถนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเพื่อพิสูจน์สิทธิได้

สำหรับที่ดิน 21 ไร่ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ “เจตนาของผู้ให้” โดยทางวัดยืนยันว่าการมอบที่ดินมีเจตนาเพื่ออุทิศให้ใช้สำหรับการสร้างวัด และประเด็นดังกล่าวเคยถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของศาลแล้ว

ส่วนพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ ประเด็นเรื่องสิทธิครอบครองก็เข้าสู่กระบวนการศาล โดยมีคำวินิจฉัยจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับสิทธิครอบครองในพื้นที่ดังกล่าว

ทนายชี้ “มีสิทธิ” ไม่ได้แปลว่าใช้กำลังได้

นายพรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์ ทนายความ ระบุว่า ประเด็นนี้ต้องแยกให้ออกระหว่าง “สิทธิในที่ดิน” กับ “การใช้สิทธิ”

ขั้นแรกต้องตรวจสอบก่อนว่าใครเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิในที่ดิน และสิทธินั้นมีขอบเขตเพียงใด

แม้บุคคลจะอ้างว่าตนเองมีสิทธิในที่ดิน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถใช้สิทธิโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของบุคคลอื่นหรือดำเนินการนอกกระบวนการกฎหมาย โดยเฉพาะการนำสิ่งของมาปิดกั้นทางเข้า-ออก หากส่งผลให้ผู้อื่นไม่สามารถใช้เส้นทางได้ตามปกติ ก็ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี

ส่วนการอ้างชื่อ “นายเฮียง” ซึ่งเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับที่ดินนั้น ต้องตรวจสอบทั้งเอกสารการมอบสิทธิ การอุทิศที่ดิน เจตนาของผู้มอบ และอำนาจของบุคคลที่นำสิทธิของผู้ดังกล่าวมาอ้างในปัจจุบัน

หากมีข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ทุกฝ่ายควรนำเอกสารและพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์สิทธิ ไม่ควรใช้กำลังคนหรือสิ่งของเข้าปิดกั้นพื้นที่ด้วยตนเอง

เทศบาลเร่งเก็บท่อปูน-ป้าย ห่วงกระทบชุมชน

หลังเกิดเหตุ นายโตบูรภา สิมมาทัน สมาชิกสภาเทศบาลนครขอนแก่น พร้อมปลัดเทศบาลนครขอนแก่น ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ โดยเจ้าหน้าที่ได้เก็บป้ายไวนิลที่ติดตั้งบริเวณรอบวัด รวมถึงนำท่อระบายน้ำที่ถูกนำมาวางขวางทางเข้า-ออกออกไปเก็บรักษาไว้ เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบเหตุการณ์

นายโตบูรภาระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะพระสงฆ์และประชาชนที่เดินทางเข้า-ออกวัด แต่ยังส่งผลต่อชุมชนโดยรอบ โดยเฉพาะการจัดการขยะ เนื่องจากพื้นที่บางส่วนของวัดเคยใช้เป็นจุดรวบรวมขยะของเทศบาล ทำให้รถเก็บขยะจำเป็นต้องเข้า-ออกพื้นที่ได้

นอกจากนี้ยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของพระสงฆ์ หากมีกลุ่มบุคคลภายนอกกลับเข้ามาในพื้นที่อีก จึงได้ประสานตำรวจให้เข้ามาดูแลและเฝ้าระวังสถานการณ์

ส่วนข้อสังเกตว่าพื้นที่ดังกล่าวอาจมีแรงจูงใจด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศูนย์การค้า โรงแรม สถานพยาบาล และพื้นที่เชิงพาณิชย์นั้น นายโตบูรภาระบุว่า เป็นเพียงข้อสังเกตส่วนตัว และยังต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริง

วัดแจ้งความ ปมปิดทางยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ

สำหรับเหตุการณ์นำท่อปูนมาปิดกั้นทางเข้า-ออกและติดป้ายโดยรอบวัด นายโกวิทย์ระบุว่า ทางวัดได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจแล้ว

ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบปากคำพยาน ตรวจสอบภาพและหลักฐานต่าง ๆ เพื่อระบุตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบบทบาทของแต่ละคนในเหตุการณ์ หากพบว่าการกระทำใดเข้าข่ายความผิด ก็เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะดำเนินการตามกฎหมาย

ทางวัดยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่และมอบหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

สรุปปมวัดป่าอดุลยาราม

ข้อพิพาทครั้งนี้จึงต้องแยกออกเป็น 2 เรื่องสำคัญ

เรื่องแรก คือ “สิทธิในที่ดิน” ซึ่งต้องพิจารณาจากโฉนด เอกสารการอุทิศ การครอบครอง เจตนาของผู้ให้ ตลอดจนคำพิพากษาและคำสั่งศาลที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่สอง คือ “การเข้าปิดกั้นทางเข้า-ออก” ซึ่งเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ดำเนินการ มีอำนาจตามกฎหมายหรือไม่ และการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสิทธิของวัด พระสงฆ์ ประชาชน และชุมชนอย่างไร

ทั้งฝ่ายวัดและฝ่ายที่อ้างสิทธิต่างมีสิทธิใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างของตนเอง แต่หลักสำคัญที่ทนายความย้ำคือ การมีข้อพิพาทเรื่องที่ดินไม่ควรนำไปสู่การใช้กำลังหรือการดำเนินการด้วยตนเอง หากมีสิทธิก็ควรนำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์สิทธิอย่างถูกต้อง

ขณะเดียวกัน ตำรวจยังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์วันที่ 11 สิงหาคม เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป.

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง