ระวังไทยถูกแซงหน้า? "เวียดนาม-ฟิลิปปินส์" ขึ้นแท่นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง!

เศรษฐกิจวิ่งเร็ว! "เวียดนาม-ฟิลิปปินส์" ขึ้นชั้นรายได้ปานกลางระดับสูง ไทยยังนำอยู่...แต่จะนำได้นานแค่ไหน?
คำถามนี้อาจฟังดูเหมือนคำถามธรรมดา แต่เมื่อธนาคารโลก (World Bank) ประกาศการจัดกลุ่มประเทศตามระดับรายได้ประจำปีงบประมาณ 2569 คำถามนี้กลับมีความหมายมากขึ้นกว่าเดิม เพราะล่าสุด "เวียดนาม" และ "ฟิลิปปินส์" ได้รับการเลื่อนสถานะจากประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง (Lower-middle-income) ขึ้นเป็น "ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง" (Upper-middle-income) อย่างเป็นทางการ
นั่นหมายความว่า วันนี้ทั้งสองประเทศก้าวขึ้นมาอยู่ในกลุ่มรายได้เดียวกับประเทศไทยแล้ว
เมื่อรวมกับสิงคโปร์และมาเลเซีย ทำให้ปัจจุบันมี 5 เศรษฐกิจหลักของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับสูงหรือสูง ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ถือเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนว่าภูมิทัศน์เศรษฐกิจของอาเซียนกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การจัดกลุ่มของธนาคารโลกเป็นเพียงการจำแนกประเทศตาม "รายได้ประชาชาติต่อหัว" (Gross National Income : GNI per capita) ไม่ได้หมายความว่าเวียดนามหรือฟิลิปปินส์มีรายได้เฉลี่ย คุณภาพชีวิต หรือระดับการพัฒนาเศรษฐกิจเทียบเท่ากับประเทศไทยในทุกด้าน แต่ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าช่องว่างด้านรายได้ของประเทศในอาเซียนกำลังแคบลงเรื่อย ๆ
ข่าวนี้...ใกล้ตัวคนไทยกว่าที่คิด
หลายคนอาจมองว่านี่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงตัวเลขในรายงานของธนาคารโลก แต่ในความเป็นจริง เรื่องนี้สะท้อนว่าประเทศเพื่อนบ้านกำลังยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเศรษฐกิจเติบโต รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้เวียดนามและฟิลิปปินส์มีโอกาสดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้มากขึ้น และนั่นหมายถึงการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นสำหรับประเทศไทย
หากมองเฉพาะ "ความเร็ว" ในการไต่ระดับรายได้ เวียดนามถือว่าโดดเด่นที่สุดในอาเซียน ใช้เวลาเพียง 17 ปี จากประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างสู่ระดับสูง ขณะที่ไทยใช้เวลาราว 24 ปี ส่วนฟิลิปปินส์ใช้เวลาถึง 39 ปี
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เวียดนามกำลังเร่งเครื่องได้อย่างน่าจับตา
สำหรับเกณฑ์การจัดกลุ่ม ธนาคารโลกใช้ GNI per capita ที่คำนวณด้วย Atlas Method แบ่งประเทศออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ รายได้ต่ำ รายได้ปานกลางระดับล่าง รายได้ปานกลางระดับสูง และรายได้สูง โดยปีนี้เกณฑ์ของประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงอยู่ที่ 4,636-14,375 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ส่วนประเทศรายได้สูงต้องมีรายได้มากกว่า 14,375 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี
ล่าสุด เวียดนามมี GNI ต่อหัว 4,970 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ฟิลิปปินส์อยู่ที่ 4,850 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงพอที่จะก้าวเข้าสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงได้สำเร็จ
เวียดนามเร่งเครื่องได้อย่างไร
หากถามว่าอะไรคือแรงผลักดันสำคัญของเวียดนาม คำตอบแรกคงหนีไม่พ้น "การส่งออก" ตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา เวียดนามค่อย ๆ เปลี่ยนตัวเองจากฐานการผลิตต้นทุนต่ำ สู่หนึ่งในศูนย์กลางการผลิตของโลก โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า จากการลงทุนของบริษัทข้ามชาติรายใหญ่
ควบคู่กับการเปิดประเทศ เวียดนามยังเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายด้านการลงทุน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ขยายท่าเรือ ถนน และระบบโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง ทำให้การส่งออกเติบโตแข็งแกร่ง และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกระบุว่า การเลื่อนชั้นของเวียดนามไม่ได้เกิดจากการส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง รายได้ประชาชาติต่อหัวที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการปรับปรุงข้อมูลด้านประชากร ซึ่งล้วนส่งผลต่อการคำนวณรายได้เฉลี่ยต่อคน
ที่สำคัญ เวียดนามยังตั้งเป้าหมายระยะยาวที่จะก้าวสู่การเป็น ประเทศรายได้สูงภายในปี 2588 (ค.ศ.2045) และปีนี้ยังตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ในระดับสองหลัก สะท้อนความทะเยอทะยานในการเร่งพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง
ฟิลิปปินส์โตจากเศรษฐกิจภายในประเทศ
ขณะที่ฟิลิปปินส์มีเส้นทางการเติบโตแตกต่างออกไป การเลื่อนสถานะครั้งนี้สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังโควิด-19 โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการบริโภคภายในประเทศ ภาคบริการ ธุรกิจ BPO (Business Process Outsourcing) การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และเงินโอนกลับประเทศจากแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างแดน
รัฐบาลฟิลิปปินส์เชื่อว่าการเข้าสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน แม้ในระยะยาวประเทศอาจได้รับสิทธิประโยชน์ด้านเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศลดลงก็ตาม
แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหน
ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงมาตั้งแต่ปี 2554 และปัจจุบันยังมีรายได้ประชาชาติต่อหัวสูงกว่าเวียดนามและฟิลิปปินส์
แต่ในอีกด้าน ไทยก็ยังไม่สามารถก้าวสู่กลุ่มประเทศรายได้สูงได้
รัฐบาลไทยจึงตั้งเป้าหมายผลักดันประเทศสู่การเป็น ประเทศรายได้สูงภายในช่วงประมาณ 12 ปีข้างหน้า ผ่านการยกระดับผลิตภาพของเศรษฐกิจ การลงทุนด้านนวัตกรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การเพิ่มทักษะแรงงาน และการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่า เป้าหมายดังกล่าวเป็น นโยบายของรัฐบาลไทย ไม่ใช่การคาดการณ์หรือการรับรองจากธนาคารโลก และการจะไปถึงเป้าหมายได้จริง ยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ต้องเกิดขึ้นอย่างจริงจัง
ความท้าทายที่ไทยยังต้องฝ่า
นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากยังมองว่า ไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงของ "กับดักรายได้ปานกลาง" (Middle-income Trap) หรือภาวะที่ประเทศมีรายได้สูงกว่าประเทศกำลังพัฒนา แต่ผลิตภาพ แรงงาน และนวัตกรรมยังเติบโตไม่เร็วพอที่จะก้าวสู่ประเทศรายได้สูง
นอกจากนั้น ไทยยังต้องรับมือกับโจทย์ใหญ่หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัย อัตราการเกิดที่ลดลง จำนวนแรงงานที่หดตัว ผลิตภาพแรงงานที่เติบโตช้า การลงทุนภาคเอกชนที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ รวมถึงการแข่งขันด้านการลงทุนที่รุนแรงขึ้นจากเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
โจทย์เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่า ไทยจะรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้มากน้อยเพียงใดในอีกสิบปีข้างหน้า
เป้าหมายไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือคุณภาพชีวิต
ท้ายที่สุด การก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงไม่ใช่เพียงเรื่องของอันดับหรือสถานะในรายงานของธนาคารโลก แต่หมายถึงการสร้างเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น คนไทยมีรายได้ที่ดีขึ้น มีงานคุณภาพมากขึ้น และประเทศมีศักยภาพในการแข่งขันกับโลกได้มากกว่าเดิม
แต่หากไทยปรับตัวไม่ทัน หรือเดินช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติอาจไหลไปยังประเทศที่เติบโตเร็วกว่า ส่งผลต่อการจ้างงาน การลงทุนใหม่ และศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
วันนี้ เวียดนามและฟิลิปปินส์อาจยังไม่ได้แซงไทยในทุกด้าน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือสัญญาณเตือนว่า การแข่งขันในอาเซียนกำลังเข้มข้นขึ้นกว่าที่เคย การเป็นผู้นำย่อมดีกว่าการเป็นผู้ตาม และเมื่อคู่แข่งเร่งเครื่องเต็มกำลัง ไทยเองก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเร่งพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้เร็วกว่าเดิม เพราะในโลกเศรษฐกิจ ไม่มีใครรอใคร และหากชะลอเพียงก้าวเดียว วันหนึ่งเราอาจถูกแซงหน้าโดยไม่รู้ตัว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
