รีเซต

ภาวะติดสุรา คุยอย่างไรให้ผู้ป่วยยอมรับการรักษา

ภาวะติดสุรา คุยอย่างไรให้ผู้ป่วยยอมรับการรักษา
TNN ช่อง16
17 กรกฎาคม 2569 ( 10:55 )
11

หลายครอบครัวรู้ดีว่าคนที่เรารักกำลังมีปัญหาจากการดื่มแอลกอฮอล์ แต่สิ่งที่ยากที่สุดกลับไม่ใช่การพาไปพบแพทย์ หากเป็นการทำให้เขายอมรับว่าตัวเองกำลังป่วย เพราะผู้ที่มีภาวะติดสุราจำนวนมากมักปฏิเสธปัญหา คิดว่ายังควบคุมการดื่มได้ หรือมองว่าการเลิกดื่มเป็นเรื่องที่ทำได้ทุกเมื่อ ส่งผลให้การรักษาถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ จนอาการรุนแรงขึ้น กระทบทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต ความสัมพันธ์ในครอบครัว และการใช้ชีวิตประจำวัน 

แล้วคนใกล้ชิดควรเริ่มบทสนทนาอย่างไร จึงจะเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยเปิดใจ ยอมรับการรักษา ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

ข้อสงสัยว่าคนที่คุณรักอาจเกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์

  • สุขภาพกายเสื่อมโทรมลง ผอมลงน้ำหนักลด
  • การนอนผิดปกติไป นอนมาก หรือ นอนไม่หลับ
  • อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิด โกรธโมโหได้ง่ายๆ
  • มีอาการเมา สลับไปมากับอาการขาดยา
  • ใช้จ่ายเงินมากผิดปกติ
  • ขาดความรับผิดชอบ การเรียนหรือการงานแย่ลง
  • พฤติกรรมปิดบังซ่อนเร้น
  • ความสัมพันธ์กับญาติพี่น้องแย่ลง
  • มีกลุ่มเพื่อนที่ข้องเกี่ยวกับอบายมุข ได้แก่ ดื่มเหล้า ใช้ยาเสพติด เที่ยวกลางคืน เล่นการพนัน 

ทำอย่างไรหากสงสัยว่าคนที่คุณรักเกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์

พูดคุยกับเขาอย่างตรงไปตรงมา อาจเริ่มต้นสะท้อนถึงสุขภาพที่เสื่อมโทรม สภาพอารมณ์จิตใจที่เปลี่ยนแปลง การเรียนการงานที่แย่ลง อาจแสดงถึงความห่วงใยที่คุณมีต่อตัวเขา แสดงถึงความจริงใจที่จะรับฟังและช่วยเหลือ พยายามชวนพูดคุยเพื่อมองหาสาเหตุของปัญหา อาจโยงไปถึงยาเสพติด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่ง และเสนอความช่วยเหลืออย่างจริงใจ

อาจชักชวนให้มาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินทางด้านร่างกายและจิตใจ โดยคุณอาจแจ้งแพทย์เป็นการส่วนตัวว่าคุณเองเป็นห่วงใยผู้ป่วยเรื่องแอลกอฮอล์ว่าอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งหรือไม่ ขอให้แพทย์ช่วยตรวจประเมินเรื่องยาเสพติดร่วมด้วย

กรณีที่ญาติไม่สามารถพาผู้ป่วยมาพบแพทย์ได้ อาจไปขอคำปรึกษากับแพทย์ก่อนได้ เพื่อนำผู้ป่วยเข้าสู่การบำบัดรักษา

ทำอย่างไรเมื่อคนที่คุณรักเข้าบำบัดรักษาเพื่อเลิกแอลกอฮอล์

ปกติในช่วงเริ่มต้นผู้ป่วยติดแอลกอฮอล์มักลังเลใจต่อการเลิกแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด เนื่องจากเสียดายความสุขที่เคยได้รับจากแอลกอออล์ หรืออาจไม่ได้คิดว่าตนเองติดแอลกอฮอล์ ดังนั้น ตนเองจะเลิกเมื่อไรก็ได้ขึ้นอยู่ที่จิตใจตน การสร้างแรงจูงใจ การปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการบำบัดรักษา ดังนั้น ญาติควรสนับสนุนให้ผู้ป่วยเข้าบำบัดรักษาในขั้นฟื้นฟูสมรรถภาพหลังจากได้รับการถอนพิษยาแล้ว และในขณะที่ผู้ป่วยเข้าฟื้นฟูสมรรถภาพ ญาติที่ใกล้ชิดก็ควรมาเข้าร่วมกิจกรรมที่โครงการจัดไว้ให้เพื่อช่วยให้ญาติเกิดความรู้ความเข้าใจ และสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยไปในแนวทางเดียวกัน ช่วยให้ผู้ป่วยประสบความสำเร็จในการเลิกแอลกอฮอล์

ทำอย่างไรเมื่อคนที่คุณรักมีอาการอยากแอลกอฮอล์ (Craving)

ในช่วงเริ่มต้นของการฟื้นตัวจากโรคติดแอลกอฮอล์ ผู้ป่วยมักอ่อนไหวกับสิ่งกระตุ้นเร้าในสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดอาการอยากดื่มแอลกกอฮอล์ได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรกหลังการหยุดแอลกอฮอล์ ซึ่งมักทำให้ผู้ป่วยเป็นอารมณ์ได้บ่อย และอาจเสี่ยงต่อการพลั้งเผลอ (Slip or lapse) ไปดื่มแอลกอฮอล์ซ้ำ จนอาจนำไปสู่การเสพติดซ้ำในที่สุด (Relapse) สิ่งที่ญาติควรกระทำหากผู้ป่วยมีอาการอยากแอลกอฮอล์ ได้แก่

  • เตรียมการณ์ล่วงหน้าเผื่อไว้กรณีที่ผู้ป่วยอาจจะมีความก้าวร้าวรุนแรง
  • เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยพูดถึงอาการอยากดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างตรงไปตรงมา ชื่นชมที่กล้าพูดตรงๆ เป็นการสื่อความหมายความว่า ผู้ป่วยพยายามต่อสู้กับอาการอยากดื่มแอลกอฮอล์
  • ไม่หงุดหงิดหรือโต้เถียงกับผู้ป่วย เพราะจะทำให้ผู้ป่วยเป็นอารมณ์มากขึ้น และอยากดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น
  • บางครั้งผู้ป่วยอาจหาเรื่องทะเลาะด้วย ควรพยายามเก็บอารมณ์ไม่โต้ตอบด้วย
  • ปลอบใจ ให้กำลังใจในการต่อสู้กับอาการอยากแอลกอฮอล์
  • แสดงถึงความเห็นใจที่เขามีอาการอยากแอลกอฮอล์ ชี้ให้เห็นข้อดีข้อเสียของการเสพแอลกอฮอล์และเลิกแอลกอฮอล์ เมื่อผู้ป่วยต่อสู้ได้ไม่ไปดื่มแอลกอฮอล์ก็จะเกิดความมั่นใจและเคารพนับถือตนเอง
  • หนักแน่นมั่นคงในการไม่สนับสนุนให้ผู้ป่วยดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ให้เงิน ระวังป้องกันของมีค่าภายในบ้าน 
  • ไม่กลัวอารมณ์ของผู้ป่วย โดยอาจให้เหตุผลว่าพ่อแม่ไม่อยากซ้ำเติมลูก แต่ก็ไม่โต้ตอบรุนแรงด้วยการด่าว่า หรือทำร้ายร่างกาย
  • อย่าต่อว่าต่อขานเป็นอารมณ์หากผู้ป่วยไม่พยายามต่อสู้กับอาการ
  • อย่าสร้างเงื่อนไขว่า หากผู้ป่วยไม่ต่อสู้กับอาการอยากดื่มแอลกอฮอล์ พ่อแม่จะเสียใจ ผิดหวังในตัวเขา หรือขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายตนเอง
  • ควรมีทัศนคติว่า การต่อสู้กับอาการอยากดื่มแอลกอฮอล์เป็นเรื่องของผู้ป่วยเองที่ต้องพยายามต่อสู้เอาชนะจิตใจด้วยตนเอง

ทำอย่างไรเมื่อคนที่คุณรักเมาแอลกอฮอล์ หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง

หากผู้ป่วยพลั้งเผลอไปดื่มแอลกอฮอล์เนื่องจากมีอาการอยากดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ป่วยอาจเกิดอาการเมาได้ง่าย เพราะสมองดื้อต่อแอลกอฮอล์น้อยลง หรือเกิดพฤติกรรมดื่มมากปริมาณมากอย่างควบคุมได้ยาก (Binge) ทำให้เกิดอาการเมา หรือพฤติกรรมรุนแรงตามมาได้ง่าย ดังนั้น ญาติควรเตรีมการณ์ไว้ล่วงหน้า และปฏิบัติดังต่อไปนี้

  • อย่ากลัวอารมณ์ของผู้ป่วย
  • อย่าไปคุยอะไรมากมายกับผู้ป่วย เพราะผู้ป่วยกำลังขาดสติปัญญาในการทำความเข้าใจ
  • พยายามไม่เป็นอารมณ์หรือโต้ตอบรุนแรงในจังหวะนี้
  • ป้องกันการทำร้ายตนเองหรือทำร้ายผู้อื่น
  • อาจหาผู้ใหญ่ ผู้ชาย เพื่อนบ้าน หรือแจ้งตำรวจเพื่อมาระงับเหตุในกรณีที่ผู้ป่วยก้าวร้าวรุนแรง
  • พูดปลอบใจ ให้กำลังใจ เพื่อให้ผู้ป่วยสงบสติอารมณ์
  • เสนอยาที่แพทย์ให้ไว้ทานเป็นครั้งคราวเวลาอยากดื่มแอลกอฮอล์ หรือมีอารมณ์เครียดหงุดหงิด
  • หากยังไม่สงบ และมีแนวโน้มเกิดเรื่องอันตราย หาคนช่วยนำส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล
  • คุยกับผู้ป่วยเมื่อผู้ป่วยอารมณ์สงบลง หรือหายเมา หรือเวลาผ่านไปประมาณ 24 ชั่วโมง เพื่อหาสาเหตุของการกลับไปเสพซ้ำจนกระทั่งเมา หาทางออกร่วมกัน
  • แจ้งผู้บำบัดทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมาติดตาม อาจพามาพบก่อนนัด

ทำอย่างไรเมื่อคนที่คุณรักหายเมาแอลกอฮอล์

การพลั้งเผลอ (Slip or lapse) ไม่ใช่การกลับไปติดซ้ำ (Relapse) ผู้ป่วยยังสามารถตั้งหลักเพื่อให้กลับมาสู่ภาวะปกติได้ แต่หากแก้ไขไม่ถูกต้อง ก็อาจนำพาไปสู่การเสพติดซ้ำในที่สุด โดยทั่วไปในส่วนลึกของจิตใจ ผู้ป่วยมักรู้สึกผิด เสียใจต่อพฤติกรรมของตนเอง เสียความมั่นอกมั่นใจว่าตนเองจะเลิกสารได้สำเร็จ ขาดความเคารพนับถือตนเอง และมักจะเลือกที่จะปิดบังความจริง อ้างเหตุผล โทษสิ่งอื่นที่ทำให้ตนเองต้องกลับไปดื่ม ทำให้ดูเหมือนเป็นคนไม่มีความตั้งใจในการเลิกสาร

อย่างจริงจัง ส่วนญาติก็อาจผิดหวังเสียใจต่อการกระทำของผู้ป่วย อาจต่อว่าต่อขานผู้ป่วยได้มาก เกิดเป็นอารมณ์กับญาติได้บ่อย บางครั้งรุนแรงถึงขั้นทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันได้ ทำให้บรรยากาศในครอบครัวเลวร้ายลงไป ข้อแนะนำในการปฏิบัติของญาติ มีดังต่อไปนี้

  • เริ่มการพูดคุยกับผู้ป่วยหลังจากผู้ป่วยสร่างเมา มักผ่านพ้นไปมากกว่า 24 ชั่วโมงหลังจากการดื่ม
  • แจ้งให้ผู้ป่วยทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผู้ป่วยเมา ในบางรายอาจจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้
  • แสดงถึงความห่วงใยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่โทษที่ตัวผู้ป่วย แต่เน้นถึงพฤติกรรมที่เป็นอันตราย หรือความล้มเหลวในการเลิกสารที่อาจตามมา
  • เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้ระบายความคิด ความรู้สึกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
  • พูดคุยถึงความคิด ความรู้สึก ความตั้งใจ ความมุ่งมั่นของผู้ป่วยในการเลิกสารก่อนหน้านี้
  • ปลอบใจ ให้กำลังใจในการต่อสู้เพื่อเลิกดื่มแอลกอฮอล์ต่อไป
  • เตือนสติผู้ป่วยว่า การพลั้งเผลอยังไม่ใช่การกลับไปติดซ้ำ ผู้ป่วยยังสามารถเลิกดื่มแอลกอฮอล์ด้หากยังคงมีความตั้งใจและมุ่งมั่น เรียนรู้จากข้อผิดพลาด
  • กระตุ้นให้ผู้ป่วยกลับมาวิเคราะห์บทเรียน อะไรเป็นเหตุปัจจัยนำของการพลั้งเผลอ
  • ช่วยผู้ป่วยวิเคราะห์และสรุปบทเรียน

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง