รีเซต

ถักไหมพรมช่วยลดอากาเสพติด ตั้งแต่กัดเล็บจนถึงยาเสพติด

ถักไหมพรมช่วยลดอากาเสพติด ตั้งแต่กัดเล็บจนถึงยาเสพติด
TNN ช่อง16
11 มีนาคม 2569 ( 11:28 )
12

การถักไหมพรมเป็นกิจกรรมที่ต้นทุนต่ำ เรียนรู้ได้ง่าย แต่กลับถูกมองว่าเป็นงานอดิเรกของคนแก่ แต่จริงๆ แล้วมันมีประโยชน์มากกว่านั้น งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าช่วยพฤติกรรมเสพติดได้ ตั้งแต่การกัดเล็บ การไถหน้าจอโทรศัพท์แบบไม่หยุด ไปจนถึงการช่วยคนที่กำลังต่อสู้กับการติดยาเสพติด

แม้ในอดีตการถักไหมพรมมักถูกมองว่าเป็นงานอดิเรกของผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันผู้คนเริ่มให้ความสำคัญกับกิจกรรมนี้ในฐานะเครื่องมือด้านสุขภาพที่ใช้ได้กับคนทุกวัยมากขึ้น คำบอกเล่าจากประสบการณ์จริงของใครหลายคน รวมถึงงานวิจัยเบื้องต้น ชี้ว่าการถักไหมพรมและการถักโครเชต์สามารถช่วยให้ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น และช่วยให้คนเลิกพฤติกรรมที่เป็นอันตรายได้ ตั้งแต่การกัดเล็บและการไถหน้าจออย่างหมกมุ่น ไปจนถึงการติดยาเสพติด

คาร์ล เบอร์มิงแฮม ศาสตราจารย์ด้านจิตเวชจากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ระบุว่าผู้คนอาจต้องใช้ความเชื่อพอสมควรที่จะยอมรับว่าการถักไหมพรมสามารถช่วยบรรเทาบาดแผลทางจิตใจรุนแรง เช่น ภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรือ PTSD และความผิดปกติด้านการกินขั้นรุนแรงได้ เพราะที่ผ่านมาอาศัยแค่หลักฐานจากคนที่เคยมีประสบการณ์เท่านั้น และผู้คนยังคงเลือกใช้วิธีอื่นในการบำบัดอาการติดมากกว่า 

อย่างไรก็ดี งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับผลต่อสุขภาพของการถักไหมพรมและโครเชต์ยังมีไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นแบบสำรวจที่ถามผู้ที่ถักเป็นประจำว่ากิจกรรมนี้ช่วยพวกเขาอย่างไร แม้จะเป็นการสำรวจ แต่ผลลัพธ์ก็น่าสนใจ เช่น งานศึกษาปี 2020 ที่พบว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามบอกว่าการถักโครเชต์ช่วยให้พวกเขารู้สึกสงบขึ้น

เบอร์มิงแฮมบอกว่าเขาเริ่มเป็นผู้สนับสนุนการถักไหมพรมอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2009 หลังจากทำการศึกษาในศูนย์บำบัดหญิงสาวที่มีความผิดปกติด้านการกินอย่างรุนแรง รวมถึงโรคอะนอเร็กเซียและบูลิเมีย ผู้ป่วยเหล่านี้ต้องปฏิบัติตามโปรแกรมการรักษาอย่างเข้มงวด เช่น การเพิ่มปริมาณอาหาร ซึ่งทำให้พวกเธอรู้สึกวิตกกังวลอย่างมาก

แต่ผลของการถักไหมพรมต่อระดับความเครียดกลับโดดเด่นอย่างมาก ประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ของผู้เข้าร่วมบอกว่าการถักไหมพรมช่วยให้พวกเธอเลิกหมกมุ่นกังวลกับเรื่องอาหารได้

คำถามคือ ทำไมการถักไหมพรมจึงส่งผลได้มากขนาดนั้น เบอร์มิงแฮมอธิบายว่าการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ ของมือทั้งสองข้างระหว่างการถัก มีลักษณะคล้ายกับการบำบัดแบบ EMDR ซึ่งเป็นวิธีรักษาภาวะวิตกกังวลและ PTSD ที่ใช้การเคลื่อนไหวของแสงจากซ้ายไปขวาอย่างเป็นจังหวะ เพื่อกระตุ้นการทำงานของสมองทั้งสองซีก

เหตุผลไม่ได้เกี่ยวกับแนวคิดยอดนิยมที่ว่าสมองซีกซ้ายทำหน้าที่วิเคราะห์ ส่วนซีกขวาทำหน้าที่สร้างสรรค์ เพราะแนวคิดนั้นเป็นความเข้าใจผิดทางวิทยาศาสตร์ แต่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าสมองซีกซ้ายควบคุมการเคลื่อนไหวด้านขวาของร่างกาย และสมองซีกขวาควบคุมการเคลื่อนไหวด้านซ้าย

งานวิจัยอีกชิ้นในปี 2007 ทดลองนำการถักไหมพรมไปใช้กับผู้หญิงที่เข้ารับการบำบัดการติดสารเสพติดในสถานพักฟื้น ซึ่งรวมถึงการติดแอลกอฮอล์ เฮโรอีน และยาตามใบสั่งแพทย์

แม้ผู้เข้าร่วมบางคนจะรู้สึกท้อในช่วงแรกเพราะการเรียนรู้ต้องใช้เวลา แต่หลายคนบอกว่าการถักไหมพรมกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการรับมือกับช่วงถอนยา รวมถึงภาระต่าง ๆ ในชีวิต เช่น การขึ้นศาลและหน้าที่ต่อครอบครัว ผู้เข้าร่วมคนหนึ่งบอกกับนักวิจัยว่าการถักไหมพรมช่วยให้เธออยู่กับที่ได้ แม้ในเวลาที่อยากหนีไปจากทุกอย่าง

ในโลกออนไลน์มักมีการอ้างถึงงานวิจัยของเฮอร์เบิร์ต เบนสัน นักวิจัยจากโรงพยาบาลแมสซาชูเซตส์เจเนอรัล ผู้เขียนเกี่ยวกับแนวคิดการตอบสนองแบบผ่อนคลาย ซึ่งเป็นภาวะจดจ่อหรือโฟลว์ที่เขาอธิบายว่าเป็นตรงข้ามกับปฏิกิริยาต่อสู้หรือหลบหนีของร่างกาย

แต่สถาบัน Benson-Henry Institute for Mind Body Medicine ของโรงพยาบาลดังกล่าวยืนยันกับ BBC ว่าไม่เคยมีการทำหรือเผยแพร่งานวิจัยเกี่ยวกับการถักไหมพรมที่วัดผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจหรือความดันโลหิตแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ยังเชื่อว่า การถักไหมพรมอาจช่วยชะลอการเสื่อมของสมอง เช่น โรคอัลไซเมอร์หรือภาวะสมองเสื่อม งานศึกษาที่ถูกอ้างถึงบ่อยในปี 2011 พบว่าผู้สูงอายุที่ถักไหมพรมมีแนวโน้มประสบภาวะสมองเสื่อมน้อยกว่า

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยชื่อฮอบส์ชี้ว่านี่อาจเป็นปัญหาแบบไก่กับไข่ กล่าวคือ คนเหล่านี้อาจยังถักไหมพรมได้เพราะสมองยังไม่เสื่อม ไม่ใช่ว่าการถักไหมพรมเป็นสาเหตุที่ทำให้สมองไม่เสื่อม 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง