รีเซต

งานวิจัยเผยความลับสาร "แคปไซซิน" ในพริก ตัวช่วยใหม่ต้าน"เบาหวานชนิดที่ 2"

งานวิจัยเผยความลับสาร "แคปไซซิน" ในพริก ตัวช่วยใหม่ต้าน"เบาหวานชนิดที่ 2"
TNN ช่อง16
13 มีนาคม 2569 ( 06:17 )

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana เกี่ยวกับพริก ตัวช่วยต้านเบาหวานชนิดที่ 2 โดยระบุว่า


ความลับของความเผ็ด 'สารแคปไซซิน' ในพริกช่วยต้านภัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2


โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตของผู้คนจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี สาเหตุหลักมักมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและโภชนาการที่ไม่สมดุล ข่าวดีของคนชอบทานเผ็ดมาจากงานวิจัยชิ้นนี้ที่เพิ่งตีพิมพ์ใน iScience โดยทีมวิจัยพบความเชื่อมโยงที่น่าสนใจระหว่าง "แคปไซซิน" (Capsaicin) ซึ่งเป็นสารประกอบออกฤทธิ์ทางชีวภาพตามธรรมชาติที่ให้ความรู้สึกเผ็ดร้อนในพริก กับความสามารถในการลดความเสี่ยงและบรรเทาอาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จุดเริ่มต้นของการค้นพบนี้มาจากข้อสังเกตทางระบาดวิทยาที่พบว่า กลุ่มประชากรในภูมิภาคที่นิยมกินอาหารรสเผ็ดเป็นประจำมักจะมีอัตราการป่วยเป็นโรคเบาหวานต่ำกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ ข้อสังเกตดังกล่าวนำไปสู่การตั้งสมมติฐานและการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง เพื่อเจาะลึกถึงกลไกการทำงานของสารชนิดนี้ว่าส่งผลดีต่อระบบการเผาผลาญของร่างกายมนุษย์ได้อย่างไร


จากการศึกษาเชิงลึกในหนูทดลองที่ถูกทำให้เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นักวิจัยได้ค้นพบความลับที่ซ่อนอยู่ภายในระบบทางเดินอาหารของเรา งานวิจัยพบว่าการเสริมสารแคปไซซินลงไปในอาหารช่วยบรรเทาอาการของโรคเบาหวาน โดยกลไกหลักนั้นเกิดขึ้นจากการที่แคปไซซินเข้าไปทำหน้าที่เหมือนผู้ควบคุมและฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศของจุลินทรีย์ในลำไส้ ในสภาวะที่ร่างกายเป็นโรคเบาหวาน ประชากรแบคทีเรียในลำไส้มักจะเสียสมดุล แบคทีเรียชนิดดีลดลงในขณะที่แบคทีเรียก่อโรคเพิ่มขึ้น สารแคปไซซินจะเข้าไปช่วยปรับปริมาณของกลุ่มแบคทีเรียที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบการย่อยอาหารและการเผาผลาญพลังงาน โดยเฉพาะการกระตุ้นให้แบคทีเรียในกลุ่มพาราแบคทีรอยเดส (Parabacteroides) และแลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus) ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ กลับมาเจริญเติบโตในระดับที่ปกติและสมดุลอีกครั้ง

นอกจากนั้น สารให้ความเผ็ดนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการเข้าไปช่วยปรับปรุงกระบวนการทำงานของกรดน้ำดีภายในลำไส้ ซึ่งในอดีตเรามักเข้าใจว่ากรดน้ำดีมีหน้าที่เพียงแค่ช่วยย่อยสลายไขมันเท่านั้น แต่ในปัจจุบันพบว่ากรดน้ำดียังทำหน้าที่เป็นสารส่งสัญญาณที่คอยบอกให้ร่างกายรู้ว่าควรจัดการกับน้ำตาลและไขมันอย่างไร ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน กระบวนการเผาผลาญกรดน้ำดีมักจะทำงานผิดปกติ งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าแคปไซซินสามารถลดระดับของกรดน้ำดีชนิดที่จับตัวกับสารอื่น ซึ่งมักพบในปริมาณที่สูงเกินไปในผู้ป่วยเบาหวาน ให้ลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังช่วยลดการทำงานที่มากเกินไปของเอนไซม์บางชนิดในลำไส้ที่เกี่ยวข้องกับกรดน้ำดี ส่งผลให้ตัวรับสัญญาณกรดน้ำดีในร่างกายกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด


นอกเหนือจากประโยชน์ด้านการปรับสมดุลจุลินทรีย์และกรดน้ำดีแล้ว งานวิจัยยังได้ค้นพบกลไกที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง นั่นคือความสามารถของแคปไซซินในการลดภาวะการอักเสบภายในร่างกาย เป็นที่ทราบกันดีว่าภาวะอักเสบเรื้อรังระดับต่ำคือหนึ่งในตัวการสำคัญที่ทำให้ภาวะดื้อต่ออินซูลินและโรคเบาหวานทวีความรุนแรงขึ้น ข้อมูลจากการวิเคราะห์การทำงานของยีนในบริเวณลำไส้เล็กส่วนปลายชี้ให้เห็นว่า สารแคปไซซินเข้าไปช่วยควบคุมและปรับเปลี่ยนการทำงานของยีนที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันโดยตรง ผลลัพธ์ที่ตามมาคือระดับของสารก่อการอักเสบทั้งในกระแสเลือดและในตับอ่อน ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลิน ลดลงอย่างเห็นได้ชัด การลดลงของการอักเสบนี้ช่วยให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้น

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

ข้อสรุปจากงานวิจัยนี้คือความเผ็ดร้อนจากพริกไม่ได้มอบแค่รสความจัดจ้านในการรับประทานอาหารเท่านั้น แต่สารแคปไซซินยังมีศักยภาพสูงในการนำมาประยุกต์ใช้เป็นโภชนาการบำบัด หรือแม้กระทั่งการพัฒนาเป็นแนวทางการรักษาใหม่ๆ ในอนาคต การค้นพบนี้เปิดมุมมองใหม่ในการป้องกันและรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยเน้นไปที่การรักษาจากต้นเหตุ ผ่านการฟื้นฟูสุขภาพลำไส้ การปรับสมดุลจุลินทรีย์และกรดน้ำดี ควบคู่ไปกับการลดการอักเสบอย่างยั่งยืน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง