รีเซต

เกาไม่ถูกที่คัน ? "ประชากรจีน" ลดฮวบ ปีเดียว 3.4 ล้านคน นโยบายกระตุ้นมีลูกล้มเหลว สั่นคลอนอำนาจเศรษฐกิจ

เกาไม่ถูกที่คัน ? "ประชากรจีน" ลดฮวบ ปีเดียว 3.4 ล้านคน นโยบายกระตุ้นมีลูกล้มเหลว สั่นคลอนอำนาจเศรษฐกิจ
TNN ช่อง16
28 มกราคม 2569 ( 08:00 )

 

"ประชากรจีน" ลดฮวบ ปีเดียว 3.4 ล้านคน นโยบายกระตุ้นมีลูกล้มเหลว หรือ ยังเกาไม่ถูกที่คัน ?

 

ระยะเวลาเพียงแค่ 1 ปี ประชากรจีนหายวูบไปจากประเทศ ทีเดียว ถึง 3 ล้าน 4 แสนคน เพราะจากเด็กเกิดใหม่น้อยลง ต่ำสุดในรอบหลายสิบปี จนไม่สามารถเข้ามาชดเชยตัวเลขผู้เสียชีวิตที่จากไปได้ เป็นวิกฤตที่ทางการจีนดูเหมือนว่าจะเอาไม่อยู่ แม้ที่ผ่านจะพยายามอัดมาตรการเต็มที่ ทุ่มงบมหาศาลไปแล้วก็ตาม 


ความยิ่งใหญ่ของจีนกำลังถูกสั่นคลอน เพราะปี 2025 ที่เพิ่งผ่านพ้นมา เป็นปีที่ประชากรจีนหดตัวหรือว่าลดลงไปหนักที่สุดในรอบหลายสิบปี ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานว่า จำนวนประชากรทั้งประเทศลดลงไปกว่า 3 ล้าน 3 แสน 9 คน เหลือประชากรอยู่ที่ประมาณ 1.405 พันล้านคน  และไม่ใช่ครั้งแรก แต่ยังนับเป็นปีที่สี่ติดต่อกันแล้วที่ประเทศจีนมีแนวโน้มประชากรหดตัวลงเช่นนี้ 


และที่สำคัญตัวเลขประชากรจีนที่ดิ่งลงอย่างหนักในปีที่ผ่านมา ยังนับเป็นปรากฏการณ์ที่รุนแรงที่สุดในช่วงเวลากว่า 70 ปี  นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติการเกิดอย่างเป็นทางการของสาธารณรัฐประชาชนจีนตั้งแต่ปี 1949 หากไม่นับช่วงวิกฤตภาวะขาดแคลนอาหารครั้งใหญ่เมื่อปี 1959 ถึง 1961 


การเกิดลดฮวบ แต่การตายพุ่งขึ้น สัดส่วนไม่สมดุล แทนที่ประชากรไม่ทันท่วงทีในการพัฒนา  ทางการจีนระบุว่าปีที่ผ่านมา มีเด็กเกิดใหม่ในประเทศจีนเพียงแค่ประมาณ 7 ล้าน 9 แสน 2 หมื่นคนเท่านั้น ลดลง 17 % จากปี 2024 และทำให้อัตราการเกิดของจีนอยู่ที่ประมาณ 5.6 คนต่อประชากร 1,000 คนเท่านั้น เป็นระดับต่ำที่สุดตั้งแต่มีการบันทึกสถิติ และขณะเดียวกันจำนวนผู้เสียชีวิตในประเทศกลับสูงถึง 11.31 ล้านคน  ซึ่งนับเป็นหนึ่งในตัวเลขการตายที่สูงที่สุดในรอบห้าสิบปีอีกด้วย


สิ่งที่เกิดขึ้น ปฎิเสธได้อยากว่าไม่ใช่ภาวะวิกฤต และนับเป็นก้าวที่ถอยหลังสำหรับรัฐบาลของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำของจีน หลังจากที่ผ่านมาทางการจีนได้พยายามหาทางแก้ไข ผลักดันสารพัดนโยบาย และงัดมาตรการออกมาเพื่อสู้ หลายชุดใหญ่ จัดเต็มและต่อเนื่อง เพื่อผลักดันการเกิด ส่งเสริมให้คนอยากมีลูก ให้คู่รัก ให้หนุ่มสาว อยากแต่งงาน อยากสร้างครอบครัว 


เช่น แจกเงินให้คนเป็นพ่อแม่ สำหรับเด็กที่เกิดในปีผ่านมา ประมาณ 500 ดอลลาร์ต่อปี ขยายสิทธิลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร ปรับปรุงกระบวนการจดทะเบียนสมรสให้ง่ายขึ้น สะดวกมากยิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่งมาตรการทางอ้อม อย่างการจัดเก็บ VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม สูงถึง 13%  ในกลุ่มสินค้ายาคุมฉุกเฉินและถุงยางอนามัยยา และอุปกรณ์คุมกำเนิดต่างๆ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป


ด้านนักเศรษฐศาสตร์ มองว่าอัตราการลดลงดังกล่าวนั้นน่าตกใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ไม่มีเหตุการณ์สำคัญใดๆ เกิดขึ้น และมองว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจ คือ สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้คนหนุ่มสาวลังเลที่จะแต่งงาน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิงที่ต้องตั้งท้อง 


และชี้ว่าการแก้ไขปัญหาด้านประชากรเป็นรื่องยากและอาจจะต้องใช้เวลาหลายปี หรือแม้กระทั่งจีนอาจจะหมดหวังไม่สามารถกลับคืนสู่ระดับการเติบโตของประชากรแบบเดิมได้อย่างสมบูรณ์อีกต่อไปแล้วในอนาคตนี้  เพราะพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป และค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กที่ยังคงสูงขึ้นเรื่อย ทำให้แรงจูงใจหรือความต้องการมีลูกของคนรุ่นใหม่หายไปอย่างถาวร  ดังนั้นการจะแก้ปัญหานี้ได้ ผู้กำหนดนโยบายของจีน จึงต้องให้ความสำคัญกับการปฏิรูปโครงสร้างภายในประเทศให้มากขึ้นไปอีก พร้อมๆกับการออกมาตรการเชิงนโยบายที่แรงกว่าเดิม เพราะประชากรที่หายไป ก็คือ ฐานผู้บริโภคที่ลดลง และจีดีพีของประเทศที่หดตัวตาม  



โลกเปลี่ยนไปไวแค่ไหน ลองคิดดู สมัยก่อนประชากรจีนล้นทะลัก ถึงขั้นทางการจีนออกนโยบายลูกคนเดียว และวันนี้นโยบายล้มล้างไปนานถึงสิบปี แต่คนจีนกลับไม่อยากมีลูกแม้แต่คนเดียว เป็นเพราะอะไรกันแน่ ? 


แม้ทางการจีนจะยกเลิกและผ่อนคลายนโยบายลูกคนเดียวมาเกือบ 10 ปีเต็ม แต่สถานการณ์ประชากรกลับเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง เด็กเกิดใหม่ลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่การแต่งงานใหม่ดิ่งแรง สะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้อจำกัดเชิงกฎหมายอีกต่อไป แต่อยู่ที่โครงสร้างเศรษฐกิจและทัศนคติของคนรุ่นใหม่


บทวิเคราะห์ของ สถาบันวิจัย Nomura ชี้ว่า นโยบายของจีนในช่วงที่ผ่านมา คือ การแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด เพราะมุ่งอุดหนุนครอบครัวที่อยากมีลูกคนที่ 2 หรือ 3 มากกว่าการสร้างแรงจูงใจให้เริ่มมีลูกตั้งแต่คนแรก ขณะที่จำนวนการแต่งงานใหม่ลดลงอย่างรุนแรงกว่า 25% และมีแนวโน้มต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2522 ทำให้ฐานของการเกิดหดตัวลงตั้งแต่ต้นทาง


นอกจากนี้นักวิชาการมองตรงกันว่า เป็นผลพวงทางจิตวิทยาจากนโยบายลูกคนเดียวที่ยังคงฝังลึก คนหนุ่มสาวมีความคุ้นชินกับครอบครัวขนาดเล็กไปแล้ว และมองการมีลูกเป็นภาระมากกว่าความมั่นคงในชีวิต และยังยิ่งซ้ำเติมด้วยภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว รายได้ไม่แน่นอน ค่าครองชีพสูง ปัญหาอสังหาริมทรัพย์ และอัตราว่างงานของเยาวชนที่เคยพุ่งเกือบ 19% ทำให้การแต่งงานและการมีลูกถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด


แม้รัฐบาลจีนจะเพิ่มมาตรการ เช่น เงินอุดหนุนเด็กเล็ก ลดหย่อนภาษี เพิ่มวันลาคลอด และผลักดันให้นายจ้างช่วยจ่ายเงินช่วงคลอดบุตร แต่ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่ายังไม่แรงและไม่ทั่วถึงพอ เพราะขึ้นกับฐานะการเงินของรัฐบาลท้องถิ่น และไม่แตะปัญหาใหญ่ที่สุด คือ เรื่องรายได้ ความมั่นคงในงาน และค่าที่อยู่อาศัย


ขณะที่ข้อมูลจากธนาคารโลกยังชี้ว่าอัตราการเจริญพันธุ์ของจีนเหลือเพียง 1.2 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรอย่างมาก ขณะที่การขยายตัวของเมือง วิถีชีวิตที่เร่งรีบ และความเครียดในเมืองใหญ่ ยิ่งทำให้แรงจูงใจในการแต่งงานและมีลูกลดลง


ดังนั้นทั้ง Nomura และนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักจึงสรุปตรงกันว่า หากจีนไม่ยกระดับนโยบายเป็นแรงจูงใจทางการเงินโดยตรงที่จริงจัง ควบคู่กับการเพิ่มรายได้ ลดค่าครองชีพ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ครัวเรือน ต่อให้อัดงบหลายแสนล้านหยวนต่อปี วิกฤตประชากรก็อาจไม่สามารถพลิกกลับได้ และจะยิ่งกดดันเศรษฐกิจจีนในระยะยาว


จีนเคยเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก ก่อนจะเพิ่งถูกอินเดียแซงหน้าไปเมื่อไม่นานมานี้  และวิกฤตประชากร คือ สิ่งที่กำลังเกาะกินเศรษฐกิจของประเทศจีนอย่างช้าๆ  เมื่อวัยแรงงานกำลังหายไป แต่คนสูงวัยกำลังจะล้นทะลักเมือง โครงสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรง ต้องอ่อนแอลง โดยจีนมีขนาดของเศรษฐกิจ ที่ใหญ่ถึงอันดับ 2 ของโลก เป็นมหาอำนาจของโลก ที่กำลังถูกท้าทาย


ท่ามกลางแรงกระแทกรอบด้านในปีที่ผ่านมาและยังเขย่าต่อเนื่องมาถึงปีนี้ โดยเฉพาะการค้าโลกที่ไม่เหมือนเดิม  และภาษีตอบโต้ครั้งใหญ่ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  ผู้นำสหรัฐฯ  และยังมีความตึงเครียดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่สะเทือนความมั่นคง ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศซบเซาลง โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เคยเจอกับวิกฤตก็ยังคงไม่ฟื้นตัวขึ้นมา  

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง