ศักยภาพไทย "ผลิตอาวุธ" ผลักดันอุตฯ ป้องกันประเทศ สู่ฮับภูมิภาค

ภาครัฐได้กำหนดให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็น 1 ใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมายหลักของประเทศ และบรรจุไว้ในยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พ.ศ. 2563 ถึง 2580 สะท้อนความพยายามในการเชื่อมโยงมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
ในภาคอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมลำดับที่ 48 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าว โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และสร้างโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ
การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิตอาวุธ แต่ครอบคลุมถึงห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วน การซ่อมบำรุง ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เช่น โดรน ระบบสื่อสาร และปัญญาประดิษฐ์ทางทหาร ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยเข้ามามีบทบาทมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีขั้นสูง และขนาดตลาดภายในประเทศที่ยังไม่ใหญ่เพียงพอ ทำให้ไทยยังต้องอาศัยความร่วมมือกับต่างประเทศในการพัฒนาอุตสาหกรรมควบคู่กันไป
ข้อมูลจาก คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ระบุว่า ตลาดสินค้าป้องกันประเทศของไทยเติบโตจาก 20,000 ล้านบาทในปี 2558 เป็นประมาณ 50,000 ล้านบาทในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นราว 150% ภายในระยะเวลา 10 ปี สะท้อนทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งจากการสนับสนุนของภาครัฐและการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตมาจากนโยบายของรัฐที่ส่งเสริมการจัดหายุทโธปกรณ์ภายในประเทศ รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อลดการนำเข้า
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนไทยเริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้นในหลายด้าน เช่น การผลิตยานพาหนะทางทหาร การต่อเรือ ระบบสื่อสาร และงานซ่อมบำรุง ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจในประเทศ
ในด้านศักยภาพการผลิต ปัจจุบันไทยมีผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมากกว่าสิบบริษัท ครอบคลุมตั้งแต่ยานพาหนะทางทหาร อาวุธ ระบบสื่อสาร ไปจนถึงอุตสาหกรรมต่อเรือ โดยในกลุ่มยานพาหนะทางทหาร ผู้ประกอบการไทยสามารถผลิตได้ทั้งรถถังและยานพาหนะสนับสนุน ขณะที่ด้านอาวุธปืนและกระสุนก็มีการผลิตภายในประเทศ แม้จะยังมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีเมื่อเทียบกับต่างประเทศ
ด้านระบบสื่อสารทางทหาร ไทยสามารถพัฒนาระบบที่ใช้งานจริงในกองทัพ สะท้อนศักยภาพด้านเทคโนโลยีของผู้ประกอบการในประเทศ ขณะที่อุตสาหกรรมต่อเรือและเรือตรวจการณ์ถือเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญ โดยไทยมีศักยภาพทั้งด้านการผลิตและการซ่อมบำรุง
ในกลุ่มอาวุธหนักและระบบที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก สะท้อนว่าอุตสาหกรรมยังอยู่ในช่วงพัฒนาและเปลี่ยนผ่าน
เอกชนไทยที่ผลิตอาวุธ และสินค้าป้องกันประเทศ เช่น
ในกลุ่มยานพาหนะทางทหาร บริษัทไทยสามารถผลิตได้ทั้งรถถังและยานพาหนะสนับสนุน โดยมีผู้ประกอบการอย่าง ชัยเสรี อินเตอร์กรุ๊ป และ บริษัท ที่ดินไทย
ขณะที่ ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ มีบทบาทในการผลิตรถหุ้มเกราะและรถเฉพาะกิจทางทหาร
ด้าน อาวุธปืนและกระสุน มีผู้ผลิตในประเทศ เช่น ไทยอาร์มส์ และ กรุงไทยอุตสาหกรรม แต่การผลิตของไทยจะยังมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและกำลังการผลิตเมื่อเทียบกับต่างประเทศ
สำหรับ ระบบสื่อสารทางทหาร บริษัท มิลคอม ซิสเต็มส์ พัฒนาระบบสื่อสารยุทธวิธีที่ถูกนำไปใช้งานจริงในกองทัพไทย สะท้อนศักยภาพด้านเทคโนโลยีของผู้ประกอบการไทย
ขณะที่อุตสาหกรรม ต่อเรือและเรือตรวจการณ์ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของไทย โดยมีบริษัทอย่าง มารีนโกลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล และ มาร์ซัน ผลิตเรือตรวจการณ์
รวมถึงกลุ่มอู่ต่อเรือ เช่น เอเชียน มารีน เซอร์วิสส์, โชคนำชัย ไฮ-เทค เพรสซิ่ง, ไทยอินเตอร์เนชั่นแนล ด๊อคยาร์ด และ ซีเครสมารีน ที่มีศักยภาพทั้งด้านการต่อและซ่อมบำรุงเรือ
ในระยะต่อไป การยกระดับเทคโนโลยี การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมให้ครบวงจร และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าไทยจะสามารถก้าวจากผู้ซื้อไปสู่ผู้ผลิต และขยายบทบาทสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในภูมิภาคได้มากน้อยเพียงใด
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
