รีเซต

เกาะติดสถานการณ์ 'รัสเซีย-ยูเครน' (18 พ.ค. 2565)

เกาะติดสถานการณ์ 'รัสเซีย-ยูเครน' (18 พ.ค. 2565)
TeaC
18 พฤษภาคม 2565 ( 18:36 )
133
เกาะติดสถานการณ์ 'รัสเซีย-ยูเครน' (18 พ.ค. 2565)

ข่าววันนี้ สถานการณ์วิกฤต "รัสเซียยูเครน" ล่าสุด นักรบยูเครนมากกว่า 250 คนที่หลบซ่อนในโรงงานเหล็กที่เมืองมารีอูโปลตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา  อ่าน : เกาะติดสถานการณ์ 'รัสเซีย-ยูเครน' (17 พ.ค.2565)

 

เกาะติดสถานการณ์ 'รัสเซีย-ยูเครน' (18 พ.ค.2565)

 

หน่วยข่าวกรองต่างประเทศของรัสเซียเผย สหรัฐฯ ระดมกลุ่มหัวรุนแรง และผู้ก่อการร้าย  เป็นนักรบรับจ้างเข้ามาเติมเชื้อไฟสงครามในยูเครน

หน่วยข่าวกรองต่างประเทศของรัสเซีย (SVR)  เปิดเผยว่า  สหรัฐฯ ได้ระดมสมาชิกขององค์การก่อการร้ายข้ามชาติ และกลุ่มหัวรุนแรงต่าง ๆ มาเป็นนักรบรับจ้าง เพื่อบ่อนทำลายทหารรัสเซีย ที่ปฏิบัติการอยู่ในยูเครน  

 

ข่าวดังกล่าวที่โพสต์ลงเว็บไซต์ของหน่วยข่าวกรองต่างประเทศรัสเซีย ยังระบุต่อไปว่า ทาง SVR ได้ข้อมูลมาว่า สหรัฐฯ เพิ่มความพยายามระดมสมุนองค์การก่อการร้าย รวมถึงกลุ่มหัวรุนแรง เข้าร่วมรบในยูเครน ในฐานะนักรบรับจ้าง

 

เมื่อเดือนเมษายนปี 2022 สมาชิกราว 60 คนของกลุ่มหัวรุนแรง อายุระหว่าง 20 ถึง 25 ปี ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำแห่งหนึ่งในซีเรีย ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมของชาวเคิร์ด และมีเจ้าหน้าที่ข่าวกรองสหรัฐฯ เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย หลังจากนั้นสมุนกลุ่มหัวรุนแรงราว 60 คน ได้ถูกส่งตัวไปยังฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคอัล-ตาล ของซีเรีย เพื่อฝึกฝนยุทธวิธี ก่อนส่งไปรบในยูเครน

 

หน่วยข่าวกรองต่างประเทศรัสเซีย ระบุอีกว่า ฐานทัพสหรัฐฯ ในอัล-ตาล และพื้นที่โดยรอบ ได้กลายเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวของผู้ก่อการร้ายไปแล้ว  เนื่องจากเป็นสถานที่ฝึกฝนของกลุ่มหัวรุนแรงและนักรบอื่น ๆ มากถึง 500 คน รายงานบอกว่า สหรัฐฯ ตั้งฐานดังกล่าวในอัล-ตาลของซีเรีย  เพื่อต่อสู้กลุ่มหัวรุนแรงเมื่อปี 2014 แต่ซีเรีย กล่าวหาสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอัล-ตาล สนับสนุนองค์การก่อการร้ายในซีเรีย

 

หน่วยข่าวกรองต่างประเทศรัสเซีย ยังเปิดเผยว่า ผู้ก่อการร้ายและหัวรุนแรง ได้รับการฝึกฝนการใช้อาวุธและยุทธวิธีที่ฐานทัพอัล-ตาล รวมถึงการฝึกใช้จรวดต่อสู้รถถัง, โดรน และการสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ ตลอดจนปฏิบัติการก่อวินาศกรรมทหารรัสเซียทั้งในซีเรียและยูเครน

 

พร้อมกับเชื่อว่า สหรัฐฯ ดำเนินการครั้งนี้ เพื่อจุดมุ่หมายด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงสนับสนุนองค์การก่อการร้ายข้ามชาติ และที่สำคัญ รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่สนใจต่อผลกระทบที่ร้ายแรงจากการกระทำอันชั่วร้าย ปล่อยให้ชีวิตของผู้คนในพันธมิตรยุโรปตกอยู่ในความเสี่ยง

 

ยูเครนจะทำทุกวิถีทางทั้ง “เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้”

ฮันนา มาเลียร์ รัฐมนตรีช่วยกลาโหมยูเครน กล่าวว่า ยูเครนจะทำทุกวิถีทางทั้งที่เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ เพื่อช่วยชีวิตทหารยูเครน ที่ยังเหลือติดอยู่ในโรงงานเหล็กกล้าอาซอฟสตัล ในเมืองมารีอูโปล

 

มาเลียร์ยืนยันว่า รู้จำนวนทหารยูเครนที่ยังเหลืออยู่ในโรงเหล็ก แต่ไม่ขอเปิดเผย เพราะเป็นข้อมูลอ่อนไหว จะเปิดเผยหลังจากปฏิบัติการอพยพทหารเสร็จสมบูรณ์แล้ว

 

ด้านประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เปิดเผยเมื่อวานนี้ (17 พฤษภาคม) ว่า สหประชาชาติ หรือยูเอ็น องค์การกาชาด เข้ามาช่วยในปฏิบัติการอพยพทหารยูเครนออกจากโรงเหล็กในมารีอูโปล ร่วมกับกองทัพและทีมเจรจาและข่าวกรองของยูเครน 
ในข้อตกลงอพยพทหารยูเครนออกจากโรงเหล็กระหว่างยูเครนกับรัสเซีย ยูเครนได้เสนอแลกตัวทหารยูเครนในโรงเหล็ก กับทหารรัสเซียที่ถูกยูเครนจับตัวเป็นเชลยด้วย

 

ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซีย ระบุว่า นักรบยูเครน 265 คนได้ออกจากโรงงานเหล็ก หลังจากยอมจำนนในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีทหารยูเครนบาดเจ็บหนัก 51 นาย รัสเซียได้ส่งตัวทุกคนไปที่โรงพยาบาลในเมือง โนโวอาซอฟสก์ ในจังหวัดโดเนตสก์ในยูเครนแล้ว

 

โดยรัสเซียระบุว่า ทหารยูเครนเริ่มยอมจำนนตั้งแต่วันจันทร์ (16 พฤษภาคม) หลังรัสเซียและยูเครนบรรลุข้อตกลงอพยพทหารยูเครนบาดเจ็บออกจากโรงเหล็กดังกล่าว และเริ่มอพยพออกจากโรงเหล็กในวันเดียวกัน หลังจากติดอยู่ที่นี่มานาน 82 วัน จากการที่เมืองนี้ถูกปิดล้อมโดยรัสเซียมาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

 

ส่วนในวานนี้ (17 พฤษภาคม) รถบัสอีกอย่างน้อย 7 คัน อพยพทหารยูเครนออกจากโรงเหล็ก และเดินทางไปถึงหมู่บ้านชื่อ โอเลนิฟกา ในครอบครองของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนยูเครนที่นิยมรัสเซีย หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในภูมิภาคดอสบาส ทางตะวันออกของยูเครน
ทั้งนี้ ภายในโรงเหล็กแห่งนี้ มีทั้งทหารและพลเรือนยูเครนหลบซ่อนตัว แต่พลเรือนได้รับการอพยพออกไปก่อนแล้ว

 

สำหรับโรงงานเหล็กกล้าอาซอฟสตัล เป็นหนึ่งในโรงงานเหล็กที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล 11 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยบังเกอร์และอุโมงค์ใต้ดินสลับซับซ้อน เนื่องจากออกแบบมาเพื่อใช้หลบซ่อนตัวและเอาชีวิตรอดหากเกิดสงครามนิวเคลียร์


ยูเครนและรัสเซียระบุ การเจรจาสันติภาพชะงักงัน ต่างกล่าวโทษอีกฝ่าย  

เว็บ China.org.cn รายงานว่า เจ้าหน้าที่ทั้งฝ่ายยูเครนและรัสเซียระบุตรงกันเมื่อวานนี้ (18 พฤษภาคม) ว่า การเจรจาเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติในปัจจุบัน ถูกระงับไป และกระบวนการเจรจาสันติภาพหยุดชะงัก

 

ทั้ง 2 ฝ่ายต่างโทษอีกฝ่าย ทำให้การเจรจาหยุดนิ่ง โดย เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย กล่าวหายูเครนเพิ่มความแข็งกร้าวในจุดยืน โดยมีประเทศตะวันตกคอยส่งเสริม

 

ลาฟรอฟกล่าวหาทั้งสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป หรือ อียู ต้องการใช้ยูเครนเป็นประโยชน์ทางยุทธศาสตร์

 

ลาฟรอฟเชื่อว่า จะไม่เกิดข้อตกลงสันติภาพ ถ้าหากว่าผู้เจรจาพยายามจะเปลี่ยนเรื่องไปเน้นสิ่งที่ประเทศตะวันตกต้องการ แทนที่จะเน้นการเจรจาเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันในยูเครน การกระทำเช่นนี้ตัดโอกาสที่จะทำให้การเจรจาคืบหน้า แต่ยังยืนยันว่า รัสเซียพร้อมสำหรับการเจรจา

 

ด้าน อันเดร ลูเดนโก รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศรัสเซีย ระบุว่า การเจรจาไม่ได้ดำเนินอยู่ ฝ่ายยูเครนได้ถอนตัวออกจากกระบวนการเจรจาแล้วในทางปฏิบัติ เพราะรัสเซียไม่ได้รับคำตอบใด ๆ จากทางยูเครน ต่อร่างสนธิสัญญาสันติภาพที่รัสเซียเสนอไป

 

รัสเซียระบุด้วยว่า ขณะนี้ไม่มีการเจรจาสันติภาพเกิดขึ้นไม่ว่าในรูปแบบใด ๆ และคิดว่า การกลับมาเจรจากันอาจจะเป็นเรื่องยาก
ด้านสำนักข่าว Interfax-Ukraine ของยูเครน รายงานว่า มิคไฮโล โพโดลยัค หนึ่งในคณะเจรจาสันติภาพของยูเครน ยืนยันว่า ขณะนี้กระบวนการเจรจาได้ระงับลง เนื่องจากไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใด ๆ นับตั้งแต่การเจรจาที่อีสตันบูลเป็นต้นมา

 

โดยรัสเซียไม่ได้แสดงท่าทีว่า เข้าใจสิ่งที่เป็นไปในโลกในขณะนี้ และบทบาทที่เป็นลบของตัวเอง รัสเซียไม่ยอมรับว่า จะไม่บรรลุเป้าหมายใด ๆ และปฏิบัติการในยูเครนไม่ได้เป็นไปตามกฎของรัสเซีย

 

อย่างไรก็ตาม โพโดลยัคของยูเครนเชื่อว่า การเจรจาสันติภาพจะฟื้นกลับมา เพราะทุกความขัดแย้งจบลงที่โต๊ะเจรจา

 

ยูเครนและรัสเซีย เริ่มเจรจาสันติภาพตั้งแต่สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากรัสเซียเปิดปฏิบัติการในยูเครนเพียงไม่กี่วัน มีทั้งการเจรจาแบบพบหน้าแต่ส่วนใหญ่จะเป็นการเจรจาทางไกลผ่านออนไลน์

 

ทั้งนี้ ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้ง 2 ฝ่ายแทบไม่ได้ติดต่อสื่อสารกันเลย โดยคณะเจรจาสันติภาพรัสเซียและยูเครน เจรจาแบบพบหน้ากันครั้งสุดท้ายที่นครอีสตันบูลของตุรกีเมื่อ 29 มีนาคมที่ผ่านมา

 

นักรบยูเครนมากกว่า 250 คนที่หลบซ่อนในโรงงานเหล็กที่เมืองมารีอูโปลตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา 

รถบัสโดยสารอย่างน้อย 7 คัน ได้นำนักรบยูเครนที่ยอมวางอาวุธ ออกจากโรงงานเหล็กอาซอฟสตัล ในเมืองมารีอูโปล เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา โดยรถบัสนำตัวพวกเขาไปส่งที่เมืองโนโวอซอฟสค์ ซึ่งทหารรัสเซียครอบครองอยู่และส่วนหนึ่งไปยังเมืองโอเลนิฟกา ใกล้เมืองโดเนตสก์ อีกหนึ่งเมืองที่รัสเซียยึดครองอยู่

 

สำนักข่าว Tass ของรัสเซีย รายงานว่า คณะกรรมการสอบสวนของรัสเซีย เตรียมสอบสวนทหารเหล่านี้ ซึ่งหลายคนเป็นสมาชิกของกองกำลังอาซอฟ เป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนที่รัสเซียเรียกว่า การก่ออาชญากรรมของรัฐบาลยูเครน

 

ทั้งรัสเซียและยูเครนได้ระบุถึงข้อตกลงที่จะนำตัวทหารที่บาดเจ็บออกมาจากโรงงานเหล็กแห่งนั้น แต่ยังคงไม่มีการประกาศรายละเอียดต่อสาธารณชน รวมทั้งจำนวนนักรบยูเครนที่ยังติดค้างอยู่ในโรงงาน และมีการตกลงเรื่องการแลกตัวนักโทษกันไว้แล้วหรือไม่

 

ทางรัฐบาลรัสเซียและประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ยืนยันว่า นักรบยูเครนที่ถูกรัสเซียควบคุมตัวไว้จะได้รับการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล

 

ด้านกองทัพยูเครนมีแถลงการณ์ยกย่องเหล่าผู้บังคับบัญชาหน่วยรบที่โรงงานอาซอฟสตัลว่า ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ด้วยการรักษาชีวิตของทหารบางส่วนเอาไว้

 

ประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี กล่าวว่า "เราหวังว่าจะสามารถรักษาชีวิตคนของเราไว้ได้ มีผู้บาดเจ็บจำนวนมากที่นั่น พวกเขาจะได้รับการดูแลรักษา วีรบุรุษของยูเครนจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป"

 

รัสเซียระบุว่า นักรบยูเครนอย่างน้อย 256 คนได้ยอมวางอาวุธและมอบตัวกับทหารรัสเซีย ในจำนวนนี้มีผู้บาดเจ็บรุนแรง 51 คน ขณะที่ ยูเครนรายงานว่า นักรบ 264 คนได้ถูกนำตัวออกมาจากโรงงานดังกล่าวแล้ว และกำลังพยายามนำนักรบส่วนที่เหลือออกมา
การยอมแพ้ของทหารยูเครนในวันอังคาร (17 พฤษภาคม) ถือเป็นการสิ้นสุดการต่อสู้ที่เมืองมารีอูโปล ซึ่งถูกโจมตีอย่างหนักจากรัสเซียตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทางการยูเครนประเมินว่า มีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคนที่เมืองนี้ ท่ามกลางซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือนจำนวนมากที่ถูกยิงถล่ม

 

สหประชาชาติและองค์การกาชาดสากลกล่าวว่า มีประชาชนหลายพันคนเสียชีวิตระหว่างการรุกรานของรัสเซียที่เมืองท่าแห่งนี้ ซึ่งเคยมีประชากรอาศัยอยู่ราว 400,000 คน ถือเป็นหนึ่งในการสู้รบที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตมากที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามในเชชเนียและคาบสมุทรบอลข่านเมื่อทศวรรษ 1990

 

การยึดครองเมืองมารีอูโปลสำเร็จถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ที่สุดของรัสเซียในสงครามที่ยูเครน และทำให้รัสเซียครอบครองพื้นที่ชายฝั่งทะเลอาซอฟ (Sea of Azov) ได้อย่างสมบูรณ์

 

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่กองทัพรัสเซียกำลังถอยร่นในสมรภูมิอื่น ๆ รวมทั้งที่เมืองคาร์คิฟ เมืองใหญ่อันดับสองของยูเครน ซึ่งกองทัพยูเครนสามารถรุกคืบและยึดพื้นที่คืนได้หลายส่วนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ขณะที่ รัสเซียต้องถอยทัพออกจากรอบเมืองทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือแห่งนี้เหมือนที่เกิดขึ้นที่กรุงเคียฟเมื่อปลายเดือนมีนาคม

 

ข้อมูล : TNN World

ภาพ : Reuters

 

--------------------

เกาะติดสถานการณ์โควิด-19  ทันความเคลื่อนไหว ได้ความรู้ที่ถูกต้อง ส่งตรงถึงมือคุณ
คลิกเลย!! >>> รู้ทันกันโควิด <<< หรือ กด *301*35# โทรออก

 

กดเลย >> community แห่งความบันเทิง

ทั้งข่าว หนัง ซีรีส์ ละคร ดนตรี และศิลปินไอดอล ที่คุณชื่นชอบ บนแอปทรูไอดี

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง