น่าห่วงคนไทยหนี้พุ่งจากค่าใช้จ่ายประจำวัน

อเล็กซานเดอร์ เดอ ครู หัวหน้าหน่วยงานพัฒนาของสหประชาชาติ ออกมาระบุว่าสงครามอิหร่านจะทำให้ประชาชนกว่า 30 ล้านคนทั่วโลกกลับไป ‘ยากจน’ อีกครั้ง ต่อให้สงครามจะยุติลงในวันพรุ่งนี้ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วจะยังคงอยู่ และจะผลักดันให้ผู้คนอีกกว่า 30 ล้านคนต้องตกอยู่ในภาวะยากจน”โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซจนหลายภูมิภาคขาดแคลนเชื้อเพลิงและปุ๋ย ทำให้การเพาะปลูกหยุดชะงัก กระทบปริมาณผลผลิตทางการเกษตร ก่อให้เกิด ‘ภาวะขาดแคลนอาหาร’ ที่กำลังจะถึงจุดสูงสุดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
สอดคล้องกับฝั่งธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และโครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ เองก็ออกมาเตือนว่า สงครามจะทำให้อาหารราคาสูงขึ้นและยิ่งสร้างภาระให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางที่สุดในโลก นั่นคือสิ่งที่เกิดจากสงครามที่ต่อให้จบลงวันนี้ก็ยังคงส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในไทยเท่านั้นที่กำลังเผชิญกับกำแพงค่าครองชีพที่สูงขึ้นๆ ทุกที เพราะทั่วโลกก็กำลังเจอกับสถานการณ์แบบเดียวกัน
สำนักงานนนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยผลสำลรวจภาระหนี้ปัจจุบันและในอนาคต โดยเป็นการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 6,469 ราย พบว่า ประชาชนมีหนี้สินสัดส่วน 62.44% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากผลการสำรวจเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2568 ที่มีสัดส่วน 50.99% อย่างไรก็ตามสัดส่วนหนี้สินของประชาชนในปี 2569 พบว่าส่วนใหญ่มีแนวโน้มระมัดระวังทางการเงินมากขึ้น
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาตามกลุ่มอาชีพ พบว่า พนักงานของรัฐมีสัดส่วนหนี้สินสูงสุด 89.09% รองลงมากลุ่มเกษตรกร 82.71% และกลุ่มรับจ้างอิสระ 80.28% โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้ในระบบมากที่สุด และเมื่อพิจารณาตามรายได้ พบว่า กลุ่มที่มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นจะมีสัดส่วนหนี้สินเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยพบว่ากลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทเป็นกลุ่มรายได้ที่มีสัดส่วนหนี้สินมากที่สุด ตามมาด้วยกลุ่มรายได้ระหว่าง 10,001 – 50,000 บาท
สำหรับประเภทของหนี้สิน พบว่า การกู้เงินจากสถาบันการเงินยังเป็นสัดส่วนหนี้สินที่ประชาชนมีสัดส่วนมากที่สุด 23.23% ตามมาด้วยบัตรเครดิต 19.90% การผ่อนชำระหรือขอสินเชื่อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 12.90% และการกู้สหกรณ์ 12.87% ตามลำดับ
เมื่อพิจารณาแยกตามอายุ พบว่า ประชาชนอายุต่ำกว่า 29 ปี มีสัดส่วนหนี้สินจากการผ่อนชำระและขอสินเชื่อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในสัดส่วนที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจเป็นลักษณะที่อาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุระหว่าง 20-29 ปี ที่มีสัดส่วนการมีหนี้สินในลักษณะดังกล่าวสูงถึง 27.25 % ขณะที่กลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนหนี้สินเป็นการกู้ยืมจากสถาบันการเงินมากที่สุด และเมื่อพิจารณาตาม กลุ่มอาชีพ พบว่านักศึกษามีสัดส่วนการมีหนี้สินผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากที่สุด 31.55% รองลงมาด้วย หนี้สินจากการกู้ยืมกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา
สำหรับจำนวนหนี้สินที่มีการผ่อนชำระต่อเดือน พบว่า ในภาพรวมประชาชนส่วนมากมีการผ่อนชำระไม่เกิน 5,000 บาทต่อเดือน 38.91% ตามมาด้วย ผ่อนชำระไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือนสัดส่วน 34.59% และการชำระเงิน 10,000 – 30,000 บาทต่อเดือน 19.29% และเมื่อพิจารณาตามกลุ่มรายได้ พบว่า ยิ่งระดับรายได้สูงขึ้น ก็ยิ่งมีแนวโน้มในการชำระหนี้ต่อเดือนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการรับภาระหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ที่แตกต่างกันในแต่ละระดับรายได้
ส่วนสาเหตุของหนี้สิน พบว่าค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มมากขึ้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ประชาชนมีการสร้างภาระหนี้สินมากที่สุด โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 29.06% และตามมาด้วยการซื้อสินทรัพย์ อาทิ ที่อยู่อาศัยและยานพาหนะ 25.83% และการสร้างหนี้เพื่อการลงทุน 13.45%
เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มอายุ พบว่า กลุ่มอายุที่ต่ำกว่า 20 ปี และกลุ่มที่อายุมากกว่า 60 ปี มีสัดส่วนการสร้างหนี้มาจากค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยที่เพิ่มมากขึ้นสูงที่สุด 37.88% และ 24.88% ตามลำดับ
ขณะที่กลุ่มอายุอื่นๆ มีสาเหตุหนี้มาจากการซื้อสินทรัพย์และค่าใช้จ่ายประจำที่เพิ่มมากขึ้นเป็นสำคัญ และเมื่อพิจารณาตามกลุ่มรายได้ พบว่า กลุ่มรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาท มีสัดส่วนการสร้างหนี้จากค่าใช้จ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด ขณะที่กลุ่มรายได้ตั้งแต่ 20,001 บาทขึ้นไป มีสัดส่วนการซื้อสินทรัพย์เป็นสาเหตุของหนี้สินมากที่สุด
สำหรับสาเหตุการก่อหนี้เพื่อการลงทุน พบว่า ในกลุ่มที่มีรายได้เพิ่มมากขึ้นจะยิ่งมีสัดส่วนหนี้สินจากการลงทุนเพิ่มมากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม พบว่า กลุ่มรายได้ ต่ำกว่า 10,000 บาท มีสัดส่วนการมีหนี้สินจากค่าใช้จ่ายฉุกเฉินและรายได้ที่ลดลงมากกว่ากลุ่มรายได้อื่นๆ ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางทางการเงินและความเสี่ยงในการสร้างหนี้ในอนาคตได้มากกว่า
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
