สงครามยืดเยื้อสะเทือนแรงงานทั่วโลก

สถานการณ์เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง และวิกฤตพลังงาน ส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคธุรกิจ ต้นทุนราคาสินค้า และภาระค่าครองชีพของประชาชน ลูกจ้างพนักงานกันถ้วนหน้า ทำให้คนส่วนใหญ่อาจรู้สึกว่ารายได้ตามไม่ทันรายจ่ายโอกาสที่ภาระหนี้จะลดลงจึงเป็นไปได้ยาก สอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เกี่ยวกับสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 4 ปีที่แล้วกลับมาขยายตัวเล็กน้อย 0.05% หลังจากหดตัวติดต่อกัน 3 ไตรมาส ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ณ สิ้นปี 2568 เพิ่มเป็น 86.7% จากการขยายตัวของหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเป็นหลัก ขณะที่สินเชื่อเพื่อการลงทุนและสินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจยังคงหดตัว
SCB EIC ประเมินปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น จากตลาดแรงงานที่ยังเปราะบาง ท่ามกลางค่าครองชีพที่เร่งตัวเร็ว ส่งผลให้ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนไทยมีแนวโน้มแย่ลงจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่1.ตลาดแรงงานเปราะบาง โดยพบว่าอัตราการว่างงานของไทยเริ่มเร่งตัวขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2026 สู่ระดับ 0.9% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงงานจบใหม่หางานทำได้ยากขึ้น ส่งผลให้อัตราว่างงานของผู้ที่ไม่เคยทำงานมาก่อนเร่งตัว นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมาจำนวนผู้มีงานทำในกลุ่มอายุ 15-24 ปีหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนความต้องการจ้างงานแรงงานจบใหม่ที่ลดลง ทำให้แรงงานจบใหม่บางส่วนต้องหันไปทำงานนอกระบบมากขึ้น ซึ่งมักมีความมั่นคงทางรายได้ต่ำกว่าการทำงานในระบบ
นอกจากนั้นจำนวนผู้มีงานทำปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปีก่อนที่การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีนับตั้งแต่ช่วง COVID-19 สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้า และภาคการผลิตที่ยังหดตัวต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน จำนวนคนทำงานในภาคเกษตรลดลงจากการย้ายไปทำงานในภาคเศรษฐกิจอื่นที่ให้รายได้สูงกว่า เช่น ภาคบริการ อย่างไรก็ดี ภาคบริการมีขีดจำกัดในการรองรับแรงงาน และงานบางส่วนเป็นงานที่มีรายได้ต่ำ ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยของแรงงานปรับลดลง
ปัจจัยเหล่านี้ซ้ำเติมแนวโน้มรายได้ของครัวเรือนในภาพรวมให้มีความเสี่ยงลดลงได้อีกในระยะข้างหน้า สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งพบว่า จำนวนธุรกิจเปิดใหม่ยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนการลงทุนภาคเอกชนที่ลดลงและจำกัดโอกาสในการจ้างงานใหม่
2.ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเร่งค่าครองชีพ กดดันรายได้ที่แท้จริง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการจ้างงาน โดยราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อราคาสินค้าและบริการอื่นๆ SCB EIC ประเมินว่าเงินเฟ้อไทยปีนี้จะเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 3.2% ซึ่งจะกดดันรายได้ที่แท้จริงของแรงงานที่เพิ่งฟื้นกลับมาใกล้เคียงระดับก่อน COVID-19 ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่สูงขึ้นเพิ่มต้นทุนให้ภาคธุรกิจ กระทบความสามารถในการทำกำไร และอาจจำกัดการจ้างงานหรือการปรับขึ้นค่าจ้างในระยะข้างหน้า
นอกจากนี้ SCB EIC ประเมินว่าหลายกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากสถานการณ์ดังกล่าว เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการปลูกข้าว การผลิตแผ่นไม้และผลิตภัณฑ์ไม้เพื่อการก่อสร้าง รวมถึงกลุ่มเคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และยางสังเคราะห์ เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ขณะที่การส่งออกสินค้าไปตลาดตะวันออกกลางถูกจำกัดลง
ส่วนแรงงานในธุรกิจกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้มีจำนวนราว 2.6 ล้านคน หรือ 6.5% ของแรงงานทั้งหมด หากภาคธุรกิจจำเป็นต้องควบคุมต้นทุนเพื่อประคองกิจการท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังสูง แรงงานกลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงที่จะถูกลดชั่วโมงทำงาน ลดค่าล่วงเวลา หรือชะลอการจ้างงานลง ซึ่งอาจซ้ำเติมความเปราะบางของตลาดแรงงานไทยในปีนี้
ดังนั้นในระยะสั้น ภาครัฐควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพแบบมุ่งเป้า (Targeted) โดยเฉพาะด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อครัวเรือนเปราะบางและกลุ่มรายได้น้อยที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารและพลังงานสูง มาตรการควรออกแบบให้ตรงกลุ่มและมีลักษณะชั่วคราว เพื่อช่วยประคองกำลังซื้อและลดความจำเป็นที่ครัวเรือนต้องก่อหนี้เพิ่มเพื่อใช้จ่ายสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเดินหน้ามาตรการปรับโครงสร้างหนี้และลดภาระหนี้ของลูกหนี้กลุ่มเปราะบางควบคู่กัน เพื่อเสริมสภาพคล่องในช่วงที่รายได้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
ในระยะยาว การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมุ่งแก้ที่ต้นตอของปัญหา โดยเฉพาะการยกระดับรายได้และความสามารถในการหารายได้ของครัวเรือน ภาครัฐจึงควรเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการสร้างงานที่มีผลิตภาพสูง และขยายโอกาสในการเข้าถึงอาชีพและแหล่งรายได้ใหม่ นอกจากนี้ ควรพัฒนาระบบสวัสดิการให้รองรับสังคมสูงอายุได้ดีขึ้น
การที่โลกกำลังเจอ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” จากผลของสงคราม + น้ำมันแพง + เงินเฟ้อ ทำให้เศรษฐกิจชะลอและเสี่ยงถดถอย ทำให้ธุรกิจลดต้นทุนและส่งผลกระทบกับ“แรงงาน” โดยตรง เรียกว่า Polycrisis (วิกฤตหลายด้านพร้อมกัน)
ผลกระทบแรงงานที่เกิดขึ้นแล้วเช่นที่อังกฤษเสี่ยงตกงาน 250,000 คน ต่อเนืื่องไปถึงปี 2027 เนื่องจากบริษัท “หยุดจ้าง + ลดการลงทุน” เพราะน้ำมันแพง + ความไม่แน่นอนสูง ส่วนยุโรปประเทศอื่น โดยเฉพาะเยอรมนี อุตสาหกรรม “ซบยาวหลายปี” จากต้นทุนแรงงาน + พลังงานสูง ทำให้ความสามารถแข่งขันลดลง ส่วนประเทศประเทศกำลังพัฒนาเสี่ยง “งานหาย + คนจนเพิ่ม” หลายประเทศเจอทั้งเงินเฟ้อ หนี้สูง เศรษฐกิจชะลอ ส่งผลให้มีคนเสี่ยง “ขาดอาหาร + ตกงาน” หลายสิบล้านคน โดยประเทศที่เสี่ยงอาการหนักสุดเช่น บังกลาเทศ ศรีลังกา แซมเบีย เคนยา และไนจีเรีย
ส่วนประเทศในเอเชีย อย่างอินเดีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ รวมทั้งไทยพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูง เศรษฐกิจโตช้าลง เงินเฟ้อเพิ่ม ตัวอย่าง “แรงงานโดนกระทบตรง ๆ” เช่นที่บังกลาเทศ โรงงานผลิต “ต้องลดกำลัง” เพราะไฟไม่พอ คนทำงานถูกลดชั่วโมง/รายได้ เกิด ไฟดับ และต้องปันส่วนน้ำมัน ส่วนฟิลิปปินส์ ปั๊มน้ำมันปิดหลายร้อยแห่ง สายการบิน “ยกเลิกเที่ยวบิน” ภาคการท่องเที่ยวตกส่งผลให้งานหายจำนวนมาก
สรุปแล้วในภาพรวมผลกระทบแรงงาน ระยะสั้น ลดคน / ชะลอจ้าง OT หาย รายได้ลด ธุรกิจปิดตัวบางส่วน ส่วน ระยะกลางว่างงานเพิ่ม ย้ายงานยากขึ้น และค่าแรง “ไม่ทันเงินเฟ้อ” ส่วนในระยะยาว บางอุตสาหกรรมจะ “หายไป” งานใหม่ต้องใช้ทักษะสูงขึ้น และส่งผลให้ช่องว่างรายได้ขยายใหญ่ขึ้น
วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกไม่ได้กระทบแค่ราคาน้ำมันหรือค่าครองชีพแต่กำลังลามไปสู่สิ่งที่ใหญ่กว่า นั่นคือ “การจ้างงาน”วันนี้มีหลายอาชีพที่เริ่มเข้าสู่โซนเสี่ยงตกงานอย่างชัดเจนเมื่อพลังงานแพงขึ้น ต้นทุนของธุรกิจก็พุ่งทันทีเมื่อคนใช้จ่ายน้อยลง รายได้บริษัทก็ลดลงทางเลือกที่หลายธุรกิจใช้คือ ลดต้นทุน และสิ่งแรกที่ถูกลดก็คือ “คน” โดย 10 ธุรกิจที่เสี่ยงสุดประกอบด้วย
กลุ่มแรก ขนส่งและโลจิสติกส์คนขับรถบรรทุก คนขับรถส่งของ กำลังเจอต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้นโดยตรงบางบริษัทเริ่มลดเที่ยววิ่ง และลดจำนวนพนักงาน
กลุ่มที่สอง การบินและสายการบินเมื่อราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่ง สายการบินต้องลดเที่ยวบินพนักงานภาคพื้นและลูกเรือจึงเสี่ยงถูกลดจำนวน
กลุ่มที่สาม แรงงานโรงงานโรงงานจำนวนมากต้องแบกรับค่าไฟและก๊าซที่สูงขึ้น บางแห่งลดกำลังผลิต บางแห่งหยุดสายการผลิตชั่วคราว
กลุ่มที่สี่ ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง ต้นทุนวัสดุแพงทำให้หลายโครงการชะลอ ส่งผลให้แรงงานไซต์งานได้รับผลกระทบ
กลุ่มที่ห้า ค้าปลีกและร้านค้าเมื่อผู้บริโภคเริ่มประหยัด ร้านค้าขายของได้น้อยลง พนักงานหน้าร้านจึงมีความเสี่ยงถูกลดชั่วโมงหรือเลิกจ้าง
กลุ่มที่หก ร้านอาหารและโรงแรมต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถขึ้นราคาได้มาก ทำให้กำไรหายไป
กลุ่มที่เจ็ด เกษตรกรและแรงงานภาคเกษตร จากต้นทุนทั้งค่าน้ำมันและปุ๋ยที่แพงขึ้นทำให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่ราคาขายผลผลิตไม่ได้เพิ่มตาม
กลุ่มที่แปด อุตสาหกรรมหนักและปิโตรเคมีเป็นธุรกิจที่ใช้พลังงานจำนวนมากเมื่อพลังงานแพง จึงเสี่ยงลดการผลิตหรือหยุดกิจการบางส่วน
กลุ่มที่เก้า แรงงานชั่วคราวและรายวันเป็นกลุ่มที่ถูกลดก่อนเสมอเมื่อบริษัทต้องลดต้นทุนและกลุ่มสุดท้าย อุตสาหกรรมสิ่งทอและส่งออกเมื่อคำสั่งซื้อจากต่างประเทศลดลงโรงงานก็เริ่มลดกำลังการผลิตและลดคนงาน
ข้อมูลจาก International Monetary Fund และ Reuters ชี้ตรงกันว่าวิกฤตพลังงานกำลังซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกและส่งผลให้ตลาดแรงงานเริ่มเปราะบางมากขึ้นในหลายประเทศภาพที่เกิดขึ้นตอนนี้ชัดเจนมากงานที่เสี่ยงที่สุดคือ งานที่ใช้พลังงานสูง งานที่พึ่งกำลังซื้อ และงานที่สามารถถูกแทนที่ได้ง่ายและหากราคาพลังงานยังไม่ลดลงโลกอาจต้องเผชิญกับคลื่นตกงานระลอกใหม่ในเวลาไม่นาน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
