เปิด 3 แนวทางเร่งด่วน ตัดวงจรระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19

เปิด 3 แนวทางเร่งด่วน ตัดวงจรระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19
TNN ช่อง16
23 กรกฎาคม 2564 ( 20:11 )
57
เปิด 3 แนวทางเร่งด่วน ตัดวงจรระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19

วันนี้ (23 ก.ค.64) บรรดาแพทย์ต่างเห็นไปในแนวทางเดียวกันถึงการตัดวงจรการระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ต้องใช้วิธีปูพรมตรวจหาเชื้อโควิด-19 ทุกคน ซึ่งสามารถตรวจด้วยตัวเองด้วยวิธีการตรวจแบบ Antigen Test Kit เพราะจะทำให้กลุ่มผู้ติดเชื้อถูกแยกออกมาจากสังคม ซึ่งมีต้นแบบอย่างเมืองโว (Vo) เมืองเล็กๆ ของประเทศอิตาลีที่ทำสำเร็จ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยการให้ยาสำหรับผู้ป่วยโควิด เพื่อไม่ให้ป่วยหนัก ลดภาระของแพทย์ในโรงพยาบาล รวมทั้งปัจจัยการจำกัดคน- เว้นระยะห่าง ซึ่งต้องพร้อมใจปฏิบัติเหมือนกันทั่วประเทศ โดยต้องคิดว่า "ทุกคนเป็นพาหะนำโรคได้"

กลุ่มแพทย์เสนอทางออกประเทศไทยกับสถานการณ์การระบาดโควิด-19 โดยวิธีแรก คือ Rapid test ทุกคนจะเข้าถึงการตรวจในราคาไม่แพง รอไม่นาน ทำได้ทุกที่ เพื่อที่จะควบคุมโรคได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ หากตั้งรับรอผู้ป่วยเดินเข้ามาอย่างเดียวจะไม่ทันการ

ซึ่งวิธีนี้ ประเทศอิตาลี พิสูจน์แล้วว่า "ตรวจเยอะกว่า ตรวจเร็วกว่า ตายน้อยกว่า" มีต้นแบบทำสำเร็จ ที่เมืองโว (Vo) ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเวนิส มีประชากรประมาณ 3,400 คน ใช้การตรวจหาผู้ติดเชื้อแบบ Mass Testing หรือปูพรม ผู้อยู่อาศัยทุกคนแม้ว่าจะไม่แสดงอาการ 

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปาดัว ที่เก็บข้อมูล พบ ผู้ป่วยจำนวน 89 คนที่มีผลตรวจเป็น positive คิดเป็นจำนวน 3% ของจำนวนผู้อยู่อาศัยทั้งหมด ทำให้สามารถกักตัวประชากรก่อนที่พวกเขาจะแสดงอาการป่วย และทำให้สกัดการแพร่กระจายของเชื้อได้ จากแนวทางนี้ทำให้เราสามารถหยุดเชื้อไวรัสในเวลาต่ำกว่า 14 วัน  

ผ่านไป 10 วัน ได้ทำการตรวจแบบ Mass Testing อีกครั้ง พบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงเหลือเพียงแค่ 6 คน คิดเป็น 0.3% ของจำนวนผู้อยู่อาศัยทั้งหมด เท่ากับจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงไปถึง 90% และไม่พบจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มเติม 

จากการปูพรมตรวจทำให้ พบว่า ผู้ติดเชื้อร้อยละ 75 ที่ไม่แสดงอาการ ทำให้ผู้ติดเชื้อเหล่านั้นไม่คาดคิดว่าตนเองติดเชื้อ

ดังนั้น แพทย์หลายคนมองว่ามาตรการล็อกดาวน์ ณ เวลานี้จะไม่ช่วยอะไรมากนัก เพราะเชื้อกระจายไปทั่วประเทศและเกือบทุกหย่อมหญ้าแล้ว เจ็บแต่น่าจะไม่จบ เพราะยังไม่สามารถแยกผู้ที่มีเชื้อออกจากชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเปิดเมืองอีกครั้ง คนที่ยังมีเชื้อก็ยังสามารถแพร่เชื้อได้อย่างต่อเนื่องให้แก่ชุมชน  

ปัจจัยที่ 2 คือ "ยารักษาโควิด-19" เมื่อค้นหาผู้ติดเชื้อได้มากขึ้นแล้ว รักษาเร็วก็จะช่วยลดความต้องการเตียงในรงพยาบาล ดังนั้น "จึงต้องให้ยาโดยเร็ว" อย่ารอให้มีอาการรุนแรง เช่น ปอดบวมค่อยให้ เพราะนอกจากจะช่วยชีวิต อาจจะช่วยลดจำนวนคนไข้ที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และยังช่วยให้ระบบมีเตียงเพียงพอ สามารถคุมโรคได้

ส่วนกลุ่มที่อาการไม่รุนแรง รักษาอยู่บ้าน เข้าสู่ Home isolation ใช้เทคโนโลยี 5G เชื่อมต่อ tele medicine ให้แพทย์ พยาบาลสอบถามอาการ แนะนำการรักษาเบื้องต้น

ปัจจัยที่ 3 "ต้องยึดหลัก Social distancing" เว้นระยะห่างกันทุกคน และรัฐสนับสนุนอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เก็บตัว และทำงานอยู่กับบ้าน เรื่อง สาธารณูปโภค ยา ปรับกฎหมาย ค่าจ้าง หรือ สนับสนุนแพลตฟอร์มการทำงาน การนัดหมายพบปะกับหน่วยงานราชการ และป้องกันตัวเองด้วยการใส่หน้ากากอนามัย

ด้าน นพ.อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์ รองคณบดีฝ่ายสารสนเทศคณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เตือนใจให้คิดว่า ทุกคนเป็นพาหะนำโรคได้ ดังนั้น ต้องใช้วิธีป้องกันไม่ให้คน นำโรคไปติดคนอื่น ซึ่งเป็นมาตรการที่ถูกต้องที่สุด

ขณะเดียวกันก็ป้องกันไม่ให้รับโรค และเป็นพาหะ เปรียบเหมือน "ยุงลาย" ที่นำไข้เลือดออก จึงต้องกำจัดยุงลาย ส่วนคนต้องใช้การจำกัดคน เชื้อไวรัสจะแพ้คน เพราะอยู่ในพาหะได้แค่ 14-29 วันเท่านั้น หากคนไม่ตาย ไวรัสก็ตาย เพราะฉะนั้นต้องช่วยกันตัดวงจร

ส่วนวัคซีน สมุนไพรเสริมภูมิคุ้มกัน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวงจร สิ่งสำคัญ คือ คนไทยทุกคนต้องพร้อมใจ ทำพร้อมกันทั้งประเทศช่วยกัน จะช่วยหยุดการเป็นพาหะนำโรค ซึ่งกรมควบคุมโรค เผยว่าขณะนี้พบผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิด มีอัตราติดเชื้อร้อยละ 11.83 หรือใน 100 คน มีโอกาสที่จะติดเชื้อ 12 คนนั่นเอง.


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง