สรุปคดีปลดหมอสุภัทร จัดซื้อ ATK โควิด กับคำถามความเป็นธรรม

วันที่ 22 มกราคม 2569 คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน กระทรวงสาธารณสุข มีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 ให้ปลด นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ออกจากราชการ ฐานผิดวินัยอย่างร้ายแรงจากการจัดซื้อชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ปี 2564
อย่างไรก็ตาม มติดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 15 วันก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ขณะที่ นพ.สุภัทร ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. เขต 2 จังหวัดสงขลา ในนาม พรรคประชาชน ทำให้คดีนี้ถูกจับตาอย่างเข้มข้นทั้งในมิติทางวินัย กฎหมาย และการเมือง
“หมอสุภัทร” คือใคร?
นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ คือแพทย์ชนบทจากจังหวัดสงขลาที่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง จากบทบาทอดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อยและโรงพยาบาลจะนะ รวมถึงอดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท ตลอดเวลากว่า 30 ปีในระบบสาธารณสุข เขาทำงานอยู่แนวหน้าของโรงพยาบาลชุมชนภาคใต้ ดูแลผู้ป่วยชนบทควบคู่กับการพัฒนาระบบบริการอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การยกระดับบริการปฐมภูมิ ไปจนถึงโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโรงพยาบาลเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และผลักดันให้เป็นต้นแบบขยายผลสู่พื้นที่อื่น
อย่างไรก็ตาม บทบาทของเขาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงงานรักษาพยาบาลเท่านั้น เมื่อพิจารณาจากเส้นทางที่ผ่านมา นพ.สุภัทร เป็นหนึ่งในข้าราชการที่ออกมาเคลื่อนไหวและตรวจสอบรัฐอย่างต่อเนื่อง ทั้งการคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจะนะ การเรียกร้องสิทธิชุมชน การตั้งคำถามต่อการโยกย้ายข้าราชการ นโยบายกัญชาเสรี การจัดหาวัคซีน และการจัดซื้อ ATK ในช่วงโควิด-19 จนได้รับภาพลักษณ์เป็น “ข้าราชการที่ไม่สยบยอมต่ออำนาจ” ต่อมาในปลายปี 2568 เขาตัดสินใจก้าวสู่สนามการเมือง ลาออกจากราชการและลงสมัคร สส. เขต 2 จังหวัดสงขลา ในนาม พรรคประชาชน โดยนำอัตลักษณ์ “หมอชนบท” และ “นักต่อสู้เพื่อชาวบ้าน” เข้าสู่เวทีการเมืองระดับชาติอย่างเต็มตัว
ข้อกล่าวหาและตัวเลขที่เป็นประเด็น
ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ผลการสอบสวนวินัยร้ายแรงซึ่งกระทรวงสาธารณสุขตั้งขึ้น โดยชี้ความผิดไว้ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การแบ่งซื้อแบ่งจ้าง การดำเนินการด้านพัสดุไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และการปฏิบัติราชการที่ถูกมองว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ฝ่ายผู้สอบสวนเห็นว่าการจัดซื้อ ATK หลายครั้งในวงเงินไม่เกินครั้งละ 2 ล้านบาท อาจเข้าข่ายหลีกเลี่ยงระเบียบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ขณะเดียวกันยังตั้งข้อสังเกตถึงขั้นตอนการตรวจรับและการบริหารพัสดุที่ไม่เป็นไปตามกรอบระเบียบปกติ แม้จะอยู่ในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินก็ตาม
เมื่อพิจารณาตัวเลขเชิงปฏิบัติการ โรงพยาบาลจะนะได้จัดซื้อชุดตรวจ ATK ยี่ห้อ Standard Q จำนวน 42,854 ชุด ในราคาชุดละ 230 บาท รวมวงเงินประมาณ 9.85 ล้านบาท เพื่อใช้ในภารกิจตรวจคัดกรองประชาชนในกรุงเทพมหานครจำนวน 3 ระลอก ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่การระบาดของโควิด-19 อยู่ในระดับรุนแรงและระบบสาธารณสุขในเมืองหลวงเผชิญภาวะตึงตัวอย่างหนัก ภารกิจดังกล่าวมีทีมแพทย์จากหลายโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศเข้าร่วม และสามารถตรวจคัดกรองประชาชนได้เกือบสองแสนรายภายในระยะเวลาอันจำกัด
ในช่วงเวลาเดียวกัน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้ชดเชยค่าตรวจ ATK ในอัตรารายละ 450 บาท คิดเป็นเงินรวมกว่า 17.45 ล้านบาท โดยเงินทั้งหมดถูกโอนเข้าสู่บัญชีเงินบำรุงของโรงพยาบาลจะนะอย่างเป็นทางการ ไม่ได้เข้าบัญชีส่วนตัวของบุคคลใด ประเด็นนี้จึงกลายเป็นจุดถกเถียงสำคัญระหว่างฝ่ายกล่าวหาและฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา ว่าการดำเนินการดังกล่าวควรถูกตีความว่าเป็น “ความเสียหายต่อรัฐ” หรือเป็นผลลัพธ์จากการบริหารจัดการทรัพยากรในภาวะฉุกเฉินที่ยังคงอยู่ภายในระบบราชการทั้งหมด
เปิดมุมมอง “ยุทธการเตะตัดขา” ตามคำอธิบายของ นพ.สุภัทร
ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงสิ่งที่เขาเรียกว่า “การเปิดความจริงยุทธการเตะตัดขา ไม่ให้เข้าสภาฯ” โดยอธิบายรายละเอียดการลงมติของที่ประชุม อ.ก.พ.กระทรวงสาธารณสุขว่า เดิมผลการพิจารณาอยู่ในภาวะเสมอ 3 ต่อ 3 ระหว่างกรรมการสองกลุ่ม คือ กรรมการที่ยังเป็นข้าราชการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 3 คน ซึ่งลงมติเห็นควรให้ปลดออก กับกรรมการอีก 3 คนที่เป็นบุคคลภายนอกกระทรวง ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจาก ก.พ. ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการ และผู้เชี่ยวชาญด้านกำลังคน ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการปลดออกจากราชการ
อย่างไรก็ตาม เมื่อคะแนนเสียงเท่ากัน ประธานที่ประชุมซึ่งเป็นรัฐมนตรีจาก พรรคภูมิใจไทย ได้ลงมติชี้ขาดให้ปลดออก ทำให้ผลการประชุมเปลี่ยนเป็น 4 ต่อ 3 ในทันที แต่ในช่วงท้ายการประชุม ผู้ทรงคุณวุฒิจาก ก.พ. ได้ทักท้วงและแจ้งต่อที่ประชุมว่าขอนำเรื่องดังกล่าวกลับไปพิจารณาในระดับคณะกรรมการ ก.พ. ชุดใหญ่ก่อน ส่งผลให้ที่ประชุม อ.ก.พ.สธ. ไม่สามารถสรุปผลเป็นคำสั่งที่สิ้นสุดได้ในขณะนั้น นพ.สุภัทร จึงมองว่ายังไม่มีผลทางกฎหมายเพียงพอที่จะถือว่าตนถูกปลดออกจากราชการ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะเชื่อมโยงไปถึงประเด็นคุณสมบัติผู้สมัคร สส. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 98 โดยตรง
จากเหตุนี้ นพ.สุภัทร ระบุว่า ตนเองยังคงมีสถานะเป็นผู้สมัคร สส. และจะเดินหน้าหาเสียงต่อไป พร้อมนิยามสถานการณ์ครั้งนี้ว่า “ยุทธการเตะตัดขาแค่เกือบสำเร็จ” ก่อนตั้งคำถามเชิงการเมืองทิ้งท้ายถึงความบังเอิญของไทม์ไลน์ทั้งหมด ตั้งแต่การเปิดปฏิบัติการแพทย์ชนบทบุกกรุงช่วงโควิดปี 2564 การถูกสอบวินัยในปี 2566 หลังออกมาคัดค้านนโยบายกัญชาเสรี ไปจนถึงการชี้ขาดในต้นปี 2569 เพียง 15 วันก่อนวันเลือกตั้ง ว่าความต่อเนื่องของเหตุการณ์เหล่านี้ “ประจวบเหมาะเกินไปหรือไม่”
มติ 4 ต่อ 3 คำถามความเป็นธรรม และแรงสั่นสะเทือนทางการเมือง
การประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน กระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ.สธ.) ในคดีของ นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ กลายเป็นจุดศูนย์กลางของข้อถกเถียง เมื่อมติออกมาแบบเฉือนกันเพียง 4 ต่อ 3 โดยที่ประชุมแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ฝ่ายแรกคือกรรมการที่ยังเป็นข้าราชการประจำในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งลงมติเห็นควรให้ปลดออกจากราชการ ขณะที่อีกฝ่ายเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกจากสำนักงาน ก.พ. และผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการและกำลังคน ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการปลด และเสนอให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ก.พ. ชุดใหญ่พิจารณาแทน อย่างไรก็ตาม ผลการประชุมพลิกไปอีกทางเมื่อ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานที่ประชุม ใช้สิทธิลงมติชี้ขาด ทำให้ผลสุดท้ายออกมาเป็น 4 ต่อ 3 จุดนี้เองที่ถูกตั้งคำถามถึงความเป็นกลางของกระบวนการ ทั้งในแง่ความเร่งรีบของการพิจารณา และข้อเท็จจริงที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่เคยได้รับโอกาสชี้แจงด้วยวาจาต่อที่ประชุมก่อนมีการลงมติ
น้ำหนักของมติดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่เพียงโทษทางวินัย แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับสถานะทางการเมือง เนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 98 (8) บัญญัติให้ผู้ที่ถูกสั่งพ้นจากราชการเพราะกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง อาจขาดคุณสมบัติในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมายขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งทางปกครองที่ถึงที่สุด และกระบวนการยังอยู่ในขั้นอุทธรณ์ ทำให้สถานะผู้สมัครของ นพ.สุภัทร ยังไม่สิ้นสุดลง โดย พรรคประชาชน ยืนยันว่าเขายังคงเป็นผู้สมัครโดยชอบด้วยกฎหมาย จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยขั้นสุดท้ายจากศาลหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง
ขณะเดียวกัน คดีนี้ยังถูกมองว่ามีบริบททางการเมืองซ้อนทับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก่อนหน้านี้ นพ.สุภัทร เคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายสำคัญของกระทรวงสาธารณสุขหลายประเด็น ตั้งแต่กัญชาเสรี การโยกย้ายข้าราชการ ไปจนถึงการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ภายหลังจากการเคลื่อนไหวเหล่านั้น เขาถูกย้ายตำแหน่งและถูกตั้งสอบสวนหลายกรณี แต่มีเพียงคดีจัดซื้อ ATK เท่านั้นที่นำไปสู่มติปลดออกจากราชการ และเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้วันเลือกตั้ง จึงทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การใช้กลไกทางวินัยในครั้งนี้ เป็นเพียงการบังคับใช้กฎหมายตามปกติ หรือเป็นการนำเครื่องมือของระบบราชการมาใช้ทับซ้อนกับเกมการเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสนามเลือกตั้งกันแน่
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
