รีเซต

ทำงานหนัก เสี่ยงถูกเลิกจ้าง ว่างงานเพิ่มขึ้น ใช้ ​AI ทดแทน : สถานการณ์แรงงานไทยปี 2569

ทำงานหนัก เสี่ยงถูกเลิกจ้าง ว่างงานเพิ่มขึ้น ใช้ ​AI ทดแทน : สถานการณ์แรงงานไทยปี 2569
TNN ช่อง16
30 เมษายน 2569 ( 17:13 )
12

ควรมีเงินสำรองฉุกเฉิน เตรียมใจโดน Lay off เงินเดือนไม่ขึ้น บริษัทต้องรัดเข็มขัด ลดต้นทุน นี่ล้วนแต่เป็นข้อความต่างๆ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ และพลังงานที่เกิดขึ้น ซึ่งต่างเป็นสัญญาณด้านลบต่อแรงงาน 

สถานการณ์แรงงานไทยปี 2569 เป็นอย่างไรบ้าง กับการเริ่มปีมาพร้อมๆ วิกฤต กระทบต่อมนุษย์เงินเดือนกันแค่ไหน ? 


2569 แรงงานว่างงานเพิ่ม พร้อมกระแสการเลิกจ้าง

จากข้อมูลของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ที่แม้ภาพรวมของการว่างงานจะดูเหมือนอยู่ในระดับต่ำ แต่ตัวเลขอื่นๆ กลับสะท้อนว่า มีวิกฤตแฝงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอัตราการเลิกจ้างที่พุ่ง หรือแรงกดดันจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาแทนที่มนุษย์ 

โดยจากตัวเลขไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 พบว่า จำนวนผู้มีงานทำอยู่ที่ 39.8 ล้านคน ซึ่งลดลง 0.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และอัตราการว่างงานโดยรวมจะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 0.70% หรือมีผู้ว่างงานประมาณ 2.8 แสนคน แต่ถึงอย่างนั้น ปี 2569 ก็เห็นได้ชัดว่า ตัวเลขว่างงานเพิ่มขึ้นมาต่อเนื่อง 

สำนักสถิติแห่งชาติชี้ว่า เดือนมกราคม และกุมภาพันธ์ ตัวเลขว่างงานของคนไทยอยู่ที่ 3.7 แสนคน แต่ในเดือนมีนาคมนั้น ได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.05 แสนคนเลยทีเดียว ทั้งจากข้อมูลในปี 2568 ยังพบว่า กลุ่มผู้ว่างงานที่น่ากังวลที่สุดคือกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อนแต่ต้องออกจากงานเพราะนายจ้างเลิกจ้าง หรือปิดกิจการ ซึ่งกลุ่มนี้มีอัตราเพิ่มขึ้นสูงถึง 18.1% เมื่อเทียบกับช่วงปี 2567 ทั้งยังคิดเป็น 18.9% ของผู้ว่างงานในระบบประกันสังคม

ตัวเลขนี้สอดคล้องกับรายงานจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และศูนย์วิจัยกสิกร ที่ระบุว่า ปัจจุบันแรงงานไทยกำลังถูกเลิกจ้างเฉลี่ยสูงถึง เดือนละ 40,000 คน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจด้วย 


พนักงานประจำ ทำงานหนักขึ้น กับความเสี่ยงของการถูกแทนที่ 

หนึ่งในประเด็นของสถานการณ์แรงงานที่มีการพูดถึงมาจนถึงปีนี้ คือ ความเสี่ยงที่พนักงานประจำจะถูกเลิกจ้าง ซึ่งนายจ้างเริ่มมองว่า พนักงานประจำคือ ‘ต้นทุนที่สูงเกินไป’ เนื่องจากต้องมีภาระด้านสวัสดิการและค่าตอบแทนระยะยาว

ทำให้เกิดแนวโน้มที่นายจ้างเลือกที่จะเลิกจ้างพนักงานประจำแล้วหันไปใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นแทน เช่น จ้างผู้รับเหมาช่วง (Subcontract) เพื่อลดภาระด้านสวัสดิการและสามารถปรับลดจำนวนคนได้ง่ายตามปริมาณงาน, การใช้แรงงานข้ามชาติ ไปถึงการนำเทคโนโลยีมาแทนที่ด้วย 

อีกกลุ่มหนึ่งที่เผชิญสถานการณ์ทำงานหนัก และได้เงินลดลง คือ แรงงานนอกระบบอย่างกลุ่มไรเดอร์ ที่แม้ปัจจุบันจะมีหลายแอปพลิเคชัน และแพลตฟอร์ม รวมถึงลูกค้าที่สั่งเดลิเวอรี่ และบริการรถรับจ้างมากขึ้น แต่ไรเดอร์กลับเผชิญสถานการณ์ ทำงานหนักจนเกินขึดจำกัด และ 

ข้อมูลยังระบุว่าค่ารอบของไรเดอร์ลดลงหลายเท่า จากที่เคยได้รับ 60-80 บาทในช่วงแรก ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 20 กว่าบาทต่อรอบเท่านั้นซึ่งเมื่อค่ารอบน้อยลง ไรเดอร์ก็ต้องรับงานเพิ่มขึ้น เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ทั้งยังต้องทำงานท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัด และฝุ่น PM2.5 โดยไม่มีสวัสดิการคุ้มครองสุขภาพหรือค่าความเสี่ยงใดๆ

ทั้งแรงงานไทย ยังเป็นแรงงานที่ทำงานด้วยจำนวนชั่วโมงค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศ โดยกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดเวลาทำงานปกติทั่วไปไว้ ไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งจากข้อมูลของสภาพัฒน์เองก็เห็นว่า แม้ไม่เกินกำหนดกฎหมาย แต่คนไทยทำงานเพิ่มขึ้น ไม่ลดชั่วโมงลงอย่างเห็นได้ชัด 

เฉลี่ยชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ ของแรงงานภาคเอกชน 5 ปีย้อนหลังพบว่า 

ปี 2564 - 44.45 ชั่วโมง / สัปดาห์

ปี 2565 - 45.8 ชั่วโมง  / สัปดาห์

ปี 2566 - 46.5 ชั่วโมง  / สัปดาห์

ปี 2567 - 46.3 ชั่วโมง  / สัปดาห์

ปี 2568 - 46.3 ชั่วโมง  / สัปดาห์

โดยแรงงานภาคการผลิต และไฟฟ้า ก๊าซ ไอน้ำ และระบบปรับอากาศ เป็นอุตสาหกรรมที่แรงงานทำงานเฉลี่ยชั่วโมงเกินกฎหมาย ที่ 49.3 - 49.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เลยด้วย 

เมื่อแรงงานไทย ใช้ AI เยอะ แต่ก็กังวลสูงเช่นกัน 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในทุกอุตสาหกรรม และหลายบริษัท ต่างเปิดทางให้มีการใช้ AI หรือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงาน โดยรายงานจาก PwC พบว่าแรงงานไทยมีการนำ AI มาใช้สูงถึง 72% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่อยู่ที่ 54%

ถึงจะมีการใช้มาก และทัศนคติเชิงบวก แต่ก็มีความกังวลแฝง และความระแวงว่าจะถูกแทนที่เช่นกัน ผลสำรวจจาก Ipsos ชี้ว่าคนไทย 41% รู้สึกว่าความมั่นคงในงานของตนเองลดลง และ 26% กังวลว่าจะตกงานภายใน 6 เดือนข้างหน้า

อีกทั้งยังมีแรงงานถึง 24% ที่รู้สึกกังวลในระดับมากถึงมากที่สุดว่า AI จะเข้ามาทดแทนงานของตน และมีเพียง 11% เท่านั้นที่รู้สึกว่าสามารถควบคุมผลกระทบของเทคโนโลยีนี้ได้

ประเด็นนี้ สภาพัฒน์เองก็ได้เตือนว่า แรงงานไทยต้องเร่งปรับตัวและพัฒนาทักษะ (Reskill/Upskill) เพื่อทำงานร่วมกับ AI ให้ได้ เพราะหากไม่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดทางทักษะดิจิทัลได้ ตำแหน่งงานที่เคยทำอยู่อาจสูญหายไปในระยะเวลาอันสั้น

องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เองก็มองเช่นกันว่า ประเด็น AI ในแรงงานเป็นกระแสความท้าทายของแรงงานทั่วโลก โดยองค์กรระหว่างประเทศนี้ระบุในรายงานเทรนด์แรงงานโลกปี 2026 ว่า เยาวชน เด็กจบใหม่ ที่มีการศึกษาในประเทศที่มีรายได้สูง ที่มองหางานที่มีทักษะ ในงานแรกหลังเรียนจบนั้น จะได้รับผลกระทบ และความท้าทายอย่างแน่นอน

เรียกได้ว่า ปีนี้ก็จะเป็นปีที่หนักอีกปีของแรงงานไทย ท่ามกลางความเสี่ยงถูกเลิกจ้าง พร้อมๆ วิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งก็ต้องจับตาภาครัฐว่า จะมีนโยบาย เยียวยา คุ้มครอง หรือบริหารจัดการแรงงานอย่างไร ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง