คิดจากเงินเดือนทั้งชีวิต? คนทำงานต้องรู้! สูตร CARE คำนวณบำนาญชราภาพ "ประกันสังคม"

"ผู้ประกันตน" ต้องรู้! สูตร CARE มาแล้ว สูตรคำนวณบำนาญชราภาพมิติใหม่ คิดฐานเงินเดือนทั้งชีวิต
แก่ไปใครจะเลี้ยง?
คำถามนี้หลายคนคงเคยนึกถึง เพราะเมื่อถึงวันที่ต้องหยุดทำงาน รายได้หลังเกษียณจะมาจากไหน
และสำหรับคนทำงานภายใต้ระบบประกันสังคม อาจจะหาคำตอบจากเรื่องนี้ได้ เพราะล่าสุด ประเทศไทยกำลังเดินหน้าปรับระบบบำนาญประกันสังคมครั้งสำคัญ ด้วยการเปลี่ยนวิธีคำนวณเงินบำนาญชราภาพ จากเดิมที่อิงเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย มาเป็นการคำนวณจากรายได้เฉลี่ยตลอดชีวิตการทำงานผ่าน สูตร CARE
สูตรใหม่นี้คืออะไร ต่างจากระบบเดิมอย่างไร และใครจะได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
เงินบำนาญชราภาพประกันสังคม คือ เงินที่ผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 จะได้รับเป็นรายเดือนตลอดชีวิต เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์และลาออกจากงาน โดยต้องส่งเงินสมทบครบ 180 เดือนขึ้นไป
ล่าสุด แล้วคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ได้ผ่านกฎหมายปรับสูตรคำนวณเงินดังกล่าวใหม่ด้วยระบบที่เรียกว่า "สูตร CARE"
สาระสำคัญ คือ การเปลี่ยนวิธีคำนวณเงินบำนาญจากระบบ Final Average Earnings (FAE) ที่ใช้เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ มาเป็น Career Average Revalued Earnings (CARE) ซึ่งใช้รายได้เฉลี่ยตลอดช่วงชีวิตการทำงาน โดยนำค่าจ้างในแต่ละช่วงมาปรับมูลค่าให้สะท้อนภาวะเศรษฐกิจ ก่อนนำมาคำนวณสิทธิประโยชน์เมื่อเกษียณ
นักเศรษฐศาสตร์มองว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการวางรากฐานใหม่ของระบบบำนาญไทย เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและเพิ่มความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคมในระยะยาว
สูตร CARE เปลี่ยนอะไรบ้าง
หัวใจของสูตร CARE คือ เงินเดือนทุกช่วงของชีวิตการทำงานมีความสำคัญ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะช่วง 5 ปีสุดท้ายเหมือนระบบเดิม
สูตรใหม่นี้ยังคงใช้อัตราบำนาญพื้นฐานเช่นเดิม คือ
* ส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี) รับบำนาญ 20% ของค่าจ้างเฉลี่ยตามสูตร CARE
* ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน ได้เพิ่มอีก 1.5% ต่อทุก 12 เดือนที่ส่งเกิน
ตัวอย่าง
* ส่ง 15 ปี รับ 20%
* ส่ง 20 ปี รับ 27.5%
* ส่ง 25 ปี รับ 35%
* ส่ง 30 ปี รับ 42.5%
ดังนั้น สิ่งที่เปลี่ยน ไม่ใช่อัตราร้อยละของเงินบำนาญ แต่เป็น ฐานเงินเดือนที่ใช้คำนวณ จากเดิมที่ใช้เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย มาเป็นค่าจ้างเฉลี่ยตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านการปรับมูลค่าแล้ว
ผลที่เกิดขึ้นคือ เงินบำนาญของผู้ประกันตนแต่ละคนอาจแตกต่างกัน บางคนอาจได้รับมากขึ้น บางคนอาจใกล้เคียงเดิม หรือบางคนอาจได้รับน้อยลง แต่จะสะท้อนประวัติการส่งเงินสมทบได้เป็นธรรมมากขึ้น
สูตรเดิมมีข้อจำกัดอย่างไร
กระทรวงแรงงานอธิบายว่า วิธีคำนวณแบบ CARE จะช่วยให้เงินบำนาญสะท้อนประวัติการส่งเงินสมทบได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น
ที่ผ่านมา ระบบ FAE ซึ่งใช้เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย แม้จะเข้าใจง่าย แต่ก็มีข้อจำกัดหลายด้าน เช่น
* ผู้ที่มีรายได้สูงมาตลอดชีวิต แต่รายได้ลดลงก่อนเกษียณ อาจได้รับเงินบำนาญต่ำกว่าที่ควร
* ผู้ประกันตนมาตรา 39 อาจได้รับผลกระทบจากฐานเงินสมทบที่เปลี่ยนไปหลังออกจากงานประจำ
* ระบบเดิมอาจจูงใจให้เพิ่มฐานเงินเดือนเฉพาะช่วงท้ายของการทำงาน เพื่อให้ได้รับเงินบำนาญสูงขึ้น
CARE จึงนำประวัติการส่งเงินสมทบทั้งชีวิตมาพิจารณา แทนการดูเฉพาะช่วงสุดท้ายของอาชีพ
หลายประเทศใช้แนวทางเดียวกัน
ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศแรกที่ปรับแนวคิดลักษณะนี้ สหราชอาณาจักรนำระบบ CARE มาใช้กับกองทุนบำนาญภาครัฐหลายประเภท ทั้งครู บุคลากรสาธารณสุข ข้าราชการท้องถิ่น และตำรวจ เพื่อให้สิทธิประโยชน์สะท้อนรายได้ตลอดช่วงการทำงานมากขึ้น
ส่วนสวีเดน อิตาลี และโปแลนด์ แม้ไม่ได้ใช้ชื่อ CARE โดยตรง แต่ก็ใช้หลักการที่เชื่อมโยงเงินบำนาญกับรายได้และเงินสมทบตลอดชีวิตการทำงาน มากกว่าการพิจารณาเฉพาะรายได้ก่อนเกษียณ
ทำไมหลายประเทศต้องเปลี่ยน
OECD มีรายการที่ระบุว่า ระบบบำนาญที่อิงรายได้ตลอดอาชีพ ช่วยให้สิทธิประโยชน์สะท้อนประวัติการทำงานได้ดีกว่า ลดความได้เปรียบจากการเพิ่มเงินเดือนช่วงท้ายของอาชีพ และช่วยเพิ่มความยั่งยืนของระบบบำนาญในระยะยาว
สาเหตุสำคัญคือ หลายประเทศกำลังเผชิญความท้าทายเดียวกัน ได้แก่
* อัตราการเกิดลดลง
* คนมีอายุยืนขึ้น
* จำนวนผู้รับบำนาญเพิ่มเร็วกว่าผู้จ่ายเงินสมทบ
ประเทศไทยก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า อีกไม่กี่ปีข้างหน้าไทยจะเข้าสู่ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged Society) โดยประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีสัดส่วนเกือบหนึ่งในสามของประเทศ ขณะที่อัตราการเกิดยังต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรต่อเนื่องมาหลายปี
นั่นหมายความว่า คนวัยทำงานจะลดลง แต่ผู้รับบำนาญจะเพิ่มขึ้น หากไม่ปรับกติกา ความกดดันต่อกองทุนประกันสังคมก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ใครได้ประโยชน์
กระทรวงแรงงานระบุว่า สูตร CARE จะใช้กับผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39
กลุ่มที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์ ได้แก่
* ผู้ที่มีรายได้สูงในช่วงวัยทำงาน แต่รายได้ลดลงก่อนเกษียณ
* ผู้ที่เปลี่ยนอาชีพหลายครั้ง
* ผู้ที่ออกจากงานประจำก่อนเกษียณ
* ผู้ที่ส่งเงินสมทบต่อเนื่องเป็นเวลานาน
อย่างไรก็ตาม สูตร CARE ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้น
สำหรับผู้ที่เงินเดือนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเฉพาะช่วงปลายอาชีพ ระบบเดิมอาจให้ผลประโยชน์มากกว่า ขณะที่ CARE จะทำให้สิทธิประโยชน์สะท้อนการส่งเงินสมทบตลอดชีวิตได้ชัดเจนขึ้น
ผู้รับบำนาญเดิมได้รับผลกระทบหรือไม่
รัฐบาลกำหนดมาตรการรองรับช่วงเปลี่ยนผ่านไว้อย่างชัดเจน ผู้ที่ได้รับเงินบำนาญอยู่ก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้ หากคำนวณตามสูตรใหม่แล้วได้รับมากกว่า จะได้รับเงินเพิ่ม แต่หากคำนวณแล้วได้รับน้อยกว่า จะยังได้รับเงินในอัตราเดิม ไม่มีการลดเงินบำนาญ
ส่วนผู้ที่เกษียณภายใน 5 ปีหลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ หากสูตรใหม่ทำให้ได้รับน้อยกว่าสูตรเดิม จะได้รับการชดเชยแบบค่อยเป็นค่อยไป ตั้งแต่ 100% ในปีแรก และทยอยลดลงจนเหลือ 20% ในปีที่ห้า
นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบการปรับหลักเกณฑ์เงินบำเหน็จชราภาพ สำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน ให้ได้รับเงินสมทบของลูกจ้าง นายจ้าง และผลตอบแทนจากการลงทุนตามหลักเกณฑ์ใหม่
บทสรุป
ประกันสังคมเป็นเงินที่ผู้ประกันตนส่งสมทบทุกเดือน ความคาดหวังคือเมื่อถึงวัยเกษียณ จะมีรายได้เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิต
การปรับมาใช้สูตร CARE จึงไม่ใช่การเพิ่มเงินบำนาญให้ทุกคน แต่เป็นการเปลี่ยนฐานคำนวณให้สะท้อนรายได้และการส่งเงินสมทบตลอดชีวิตการทำงานได้มากขึ้น พร้อมรับมือกับสังคมสูงวัยที่กำลังมาถึง
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของการปฏิรูปครั้งนี้ จะวัดได้จากการที่ผู้ประกันตนได้รับความเป็นธรรม ขณะที่กองทุนประกันสังคมยังคงมีเสถียรภาพและสามารถดูแลคนไทยในระยะยาวได้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
