“ซูซูกิ” แข่งไม่ไหวตลาดไทย ขายโรงงานให้ “ฟอร์ด”

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า “ซูซูกิ มอเตอร์ ตัดสินใจขายโรงงานประกอบรถยนต์ในไทย ให้กับฟอร์ด มอเตอร์ หลังจากที่ซูซูกิ มอเตอร์ หยุดการผลิตรถยนต์ในโรงงานดังกล่าวมาตั้งแต่ปลายปี 2568”
ก่อนหน้านี้ มีหลายบริษัทรถยนต์ได้ติดต่อกับซูซูกิ เพื่อดีลซื้อขายโรงงานแห่งนี้ แต่สุดท้ายซูซูกิตัดสินใจเลือกฟอร์ด เนื่องจากสามารถตกลงเงื่อนไขกันได้ และที่สำคัญโรงงานทั้ง 2 บริษัทนี้ อยู่ติดกัน
ก่อนหน้านี้ ซูซูกิลงทุน 20,000 ล้านเยน (ประมาณ 4,000 ล้านบาท) เพื่อก่อสร้างโรงงานดังกล่าว และเปิดดำเนินการในปี 2555 โดยโรงงานดังกล่าวมีกำลังการผลิตต่อปีรวม 80,000 คัน และเคยผลิตรถรุ่นต่าง ๆ ของซูซูกิ รวมถึง Swift รถยนต์นั่งขนาดเล็กที่เคยขายดีมาก
โรงงานแห่งนี้เคยมียอดผลิตสุงสุดเกือบ 60,000 คันต่อปี แต่ตัวเลขลดลงเหลือมาเรื่อยๆ และเหลือเพียงราว 4,400 คันในปี 2567 และเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 ซูซูกิประกาศว่าจะยุติการดำเนินงานของโรงงานแห่งนี้ ภายในสิ้นปี 2568 โดยจะเป็นการยุติการผลิตรถยนต์ในไทยอย่างสิ้นเชิง
“แต่ซูซูกิยังทำธุรกิจขายรถยนต์ในไทย ด้วยการนำเข้ารถยนต์มาขาย โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประกาศว่าในปี 2569 จะเปิดตัวรถยนต์ 3 รุ่นใหม่ในไทย ช่วงไตรมาสแรกปีนี้” มีทั้งรถอีวี B-SUV, Crossover SUV และ Mini-SUV รวมถึงจะเร่งพัฒนางานหลังการขายต่อเนื่อง เพื่อสร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้า แม้จะไม่มีโรงงานประกอบในไทย เช่น โปรแกรมฟรีเช็กระยะยาวนานถึง 7 ปี สำหรับผู้ใช้รถยนต์ SUZUKI FRONX และ SUZUKI SWIFT นอกจากนี้ยังมีแผนขยายเครือข่ายการให้บริการลูกค้า หลังจากในปี 2568 ได้เปิดศูนย์บริการเพิ่ม 4 แห่ง และในปี 2569 ตั้งเป้าขยายเพิ่มอีก 5 แห่ง จากขณะนี้มีศูนย์บริการแล้ว 85 แห่งทั่วไทย
สำหรับรถยนต์ที่ขายในไทย ซูซูกิ นำเข้าจากอาเซียน โดยเฉพาะจาก “อินโดนีเซีย” เพราะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากข้อตกลง AFTA รวมถึงนำเข้าจาก “อินเดีย” ในกลุ่มรถยนต์ขนาดเล็กและรถยนต์พลังงานไฟฟ้าหรือไฮบริดบางรุ่น และนำเข้าจาก “ญี่ปุ่น” ในรุ่นพิเศษบางรุ่น ที่ไม่ผลิตในอินโดนีเซีย อินเดีย เพื่อเสริมไลน์สินค้าให้ครอบคลุม
ซูซูกิ ดำเนินกิจการภายใต้กลยุทธ์ Global Model นำรถเข้ามาจำหน่ายในไทย ซึ่งเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ จะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้คนซื้อชาวไทย รวมถึงกระตุ้นความต้องการในตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ยังมีการแข่งขันรุนแรง
ทางด้าน ฟอร์ด มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน (ประเทศไทย) ออกแถลงการณ์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ได้ลงนามเข้าซื้อโรงงานประกอบรถยนต์เดิมของ ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ในจังหวัดระยองอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว
การซื้อโรงงานดังกล่าว เพื่อขยายฐานการผลิตในไทยและภูมิภาค เหตุผลหนึ่งที่ฟอร์ดซื้อโรงงานดังกล่าวเพราะมีพื้นที่ติดกับโรงงานประกอบของฟอร์ด ทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ
“สำหรับโรงงานซูซูกิเดิม มีกำลังการผลิตประมาณ 60,000 คันต่อปี”
“โรงงานฟอร์ดในไทย มีกำลังการผลิตสูงสุดถึง 270,000 คันต่อปี” เป็นกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น หลังจากการลงทุนขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับ Ford Ranger และ Everest เจเนอเรชันใหม่ ในโรงงาน 2 แห่ง คือ โรงงาน AutoAlliance Thailand (AAT) และโรงงาน FTM (Ford Thailand Manufacturing)
“ฟอร์ดมีการส่งออกจากไทยไปต่างประเทศ ประมาณร้อยละ 60 ของการผลิตทั้งหมด โดยรถของฟอร์ดที่ผลิตในไทยจะถูกส่งออกไปยังกว่า 100 ประเทศทั่วโลก” ฟอร์ดในไทยผลิตรถกระบะขนาดกลางรุ่น Ranger ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก รวมถึงรุ่น Everest ซึ่งเป็นรถเอสยูวีที่พัฒนาบนพื้นฐานของ Ranger ทำให้ตลาดนี้ยังไปได้อีกไกล เมื่อเทียบกับการแข่งขันในตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่แข่งขันสูงมาก
การเข้าซื้อโรงงานซูซูกิครั้งนี้ ทำให้ฟอร์ดขยายพื้นที่โรงงานได้เพิ่มกว่า 412 ไร่ และมีอาคารโรงงานขนาด 65,000 ตารางเมตรเตรียมพร้อมไว้แล้ว ทำให้สามารถเพิ่มขีดความสามารถและความยืดหยุ่นในการผลิตของฟอร์ดในไทย หากรวมตัวเลขกำลังการผลิตของโรงงานซูซูกิ จะทำให้ของฟอร์ดในประเทศไทยจะมากกว่า 330,000 คันต่อปี
ฟอร์ดระบุว่า การเข้าซื้อครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นต่อฐานการผลิตในประเทศไทย และเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเติบโตระยะยาวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เหตุผลที่ซูซูกิจตัดสินใจขายโรงงานในไทย มาจาก 3 เหตุผลหลัก
1.ยอดผลิต-ยอดขายในไทยลดลง จากเดิมโรงงานเคยผลิตรถได้เกือบ 60,000 คัน/ปี หลังจากนั้นลดลงเหลือประมาณหลักต่อปี เนื่องจากความต้องการรถยนต์ขนาดเล็กในตลาดไทยลดลงมาก
ส่วนยอดขายของซูซูกิในไทยช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2568 ลดลงถึงร้อยละ 14 จากปีก่อน เหลือเพียง 4,600 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดไม่ถึงร้อยละ 1 ส่งผลให้ซูซูกิขาดทุนสะสมหลายร้อยล้านบาทในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
2.การแข่งขันรุนแรงในตลาดไทย ยอดขายรุ่นรถขนาดเล็กไม่เป็นไปตามคาด ท่ามกลางการแข่งขันจากรถยนต์จีนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และความเข้มแข็งของคู่แข่งรายอื่น ๆ
โฆษกของซูซูกิ ให้สัมภาษณ์กับนิกเคอิว่า ตัดสินใจขายโรงงาน เนื่องจากรถยนต์ขนาดเล็กไม่สามารถเจาะตลาดได้ตามที่คาดหวังไว้ อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าและปัจจัยอื่น
3.การทบทวนโครงสร้างการผลิตทั่วโลก โดยซูซูกิ ได้มีการประเมินโครงสร้างการผลิตทั่วโลก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า(รถอีวี) และการผลิตคาร์บอนต่ำ พบว่าโรงงานในประเทศอื่นเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าอยู่แล้วมีประสิทธิภาพการผลิตดีกว่าในไทย การนำเข้ารถยนต์มาขายในไทยน่าจะคุ้มค่ากว่าการปรับเปลี่ยนสายการผลิตมาเป็นรถอีวี ที่ต้องใช้เงินลงทุนอีกมาก
ส่วนฟอร์ดที่ตัดสินใจซื้อโรงงานซูซูกิ เพราะมั่นใจในยอดขาย และการส่งอออก “โดยฟอร์ดในไทยมียอดขายปีละ 2-3 หมื่นคันต่อปี” โดยเมื่อปี 2566 เคยมียอดขายกว่า 36,483 คัน ทำให้แบรนด์ Ford ขึ้นมาเป็น อันดับ 4 ของตลาดรถยนต์ไทย แม้ว่ายอดขายในปี 2567 ยอดขายลดลงมาในระดับกว่า 25,000 คัน แต่ฟอร์ดมั่นใจในตลาดไทย จึงยังลงทุนต่อเนื่อง
ฟอร์ด ประเทศไทย ระบุว่า การลงนามเข้าซื้อโรงงานประกอบรถยนต์เดิมของซูซูกิในจังหวัดระยอง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฐานการผลิต และรองรับแผนการเติบโตในระยะยาวของภูมิภาค ซึ่งการลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นในวาระที่ฟอร์ดดำเนินธุรกิจในประเทศไทยครบ 30 ปี สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดเวลากว่า 3 ทศวรรษ “รวมๆ ฟอร์ดมีเงินลงทุนสะสมในประเทศไทยมากกว่า 133,000 ล้านบาท หรือราว 3,900 ล้านเหรียญสหรัฐ”
โรงงานผลิตรถยนต์ทั้ง 2 แห่งของฟอร์ดในไทย ถือเป็นหัวใจสำคัญของเครือข่ายการผลิตระดับภูมิภาคของฟอร์ด ทำหน้าที่ผลิตและส่งออกรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไปยังตลาดในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งการซื้อโรงงานซูซูกิ ซึ่งอยู่ติดกับโรงงานฟอร์ดเดิม และอยู่ในเขตปลอดอากร ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความคล่องตัว และความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน รองรับการผลิตรถยนต์หลากหลายเซกเมนต์ในอนาคต
ผู้บริหารของฟอร์ด อังเดร คาวาลาโร ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มตลาดนานาชาติ ฟอร์ด ระบุว่า “การเข้าซื้อโรงงานครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงบทบาทสำคัญของประเทศไทยในเครือข่ายการผลิตระดับโลกของฟอร์ด” และจะช่วยเสริมขีดความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าในประเทศและภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่นว รัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย ยืนยันว่า การลงทุนดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นระยะยาวของฟอร์ดต่อประเทศไทย พร้อมตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางยุทธศาสตร์ด้านการผลิตและการส่งออกของฟอร์ดในภูมิภาค
การซื้อขายจะแล้วเสร็จภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า หลังจากนั้นฟอร์ดจะประเมินแผนการบูรณาการโรงงานแห่งใหม่นี้เข้ากับโครงสร้างการผลิตเดิม เพื่อรองรับแผนการผลิตในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
