รีเซต

"ซูซูกิ" เสียแชมป์อินเดีย รถถูกแต่ฟีเจอร์ไม่ถึง!

"ซูซูกิ" เสียแชมป์อินเดีย รถถูกแต่ฟีเจอร์ไม่ถึง!
TNN ช่อง16
21 กรกฎาคม 2569 ( 13:15 )
9

นานกว่า 40 ปี รถยนต์ซูซูกิเคยครองถนนอินเดียอย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยกลยุทธ์ผลิตรถขนาดเล็ก ราคาจับต้องได้ ประหยัดน้ำมัน และมีค่าบำรุงรักษาต่ำ จนมารูติ ซูซูกิ บริษัทลูกในอินเดีย เคยกวาดส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ใหม่ตั้งแต่ครึ่งหนึ่งไปจนถึงราวร้อยละ 80 ในบางช่วงเวลา

แต่สูตรสำเร็จเดิมกำลังใช้ไม่ได้ผล เมื่อรายได้ของชาวอินเดียเพิ่มสูงขึ้น ผู้บริโภคโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ไม่ได้มองรถเป็นเพียงพาหนะราคาประหยัด แต่ต้องการรถเอสยูวีขนาดใหญ่ขึ้น มีซันรูฟ หน้าจออินโฟเทนเมนต์ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และรูปลักษณ์ที่สะท้อนสถานะทางสังคม

การปรับตัวที่ล่าช้าทำให้ส่วนแบ่งตลาดของมารูติ ซูซูกิ ในปีงบประมาณล่าสุดลดลงมาอยู่ใกล้ร้อยละ 39 ซึ่งเกือบต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ แม้เดือนเมษายน 2569 จะฟื้นขึ้นชั่วคราวแตะร้อยละ 42 จากยอดขายรถยนต์นั่งและเอสยูวีที่แข็งแกร่งก็ตาม

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือซันรูฟ ผู้บริหารในอินเดียเสนอให้เพิ่มอุปกรณ์นี้ตั้งแต่ประมาณ 10 ปีก่อน แต่ฝ่ายบริหารญี่ปุ่นกังวลว่าไม่เหมาะกับสภาพอากาศร้อนและฝุ่นจำนวนมาก รวมถึงจะเพิ่มต้นทุนการผลิต ซูซูกิจึงเริ่มติดตั้งซันรูฟในปี 2565 หลังคู่แข่งอย่างทาทา มอเตอร์ส และมหินทรา แอนด์ มหินทรา นำหน้าไปแล้ว

ซูซูกิยังเดินช้ากว่าคู่แข่งในการเพิ่มระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูงและหน้าจอขนาดใหญ่ เพราะกังวลเรื่องต้นทุนและการรบกวนสมาธิผู้ขับขี่ ขณะเดียวกัน การเปิดตัวเอสยูวีล่าช้าและการยุติจำหน่ายรถดีเซลตั้งแต่ปี 2563 ยิ่งทำให้บริษัทเสียโอกาสในตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม มารูติ ซูซูกิ ยังเป็นธุรกิจที่ทำกำไรสูง รายได้ตลอด 5 ปีเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว แตะประมาณ 19,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 6 แสนล้านบาท ขณะที่กำไรเพิ่มขึ้น 3 เท่าเป็นประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์ และยอดขายในอินเดียคิดเป็นราวร้อยละ 60 ของยอดขายซูซูกิทั่วโลก

โจทย์ใหญ่จึงไม่ใช่เพียงการขายรถให้ได้มากขึ้น แต่คือการยกระดับภาพลักษณ์ที่ผู้บริโภครุ่นใหม่อาจมองว่าเป็นแบรนด์สำหรับพ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย โดยรถที่มีราคาสูงกว่า 15,500 ดอลลาร์ คิดเป็นไม่ถึงร้อยละ 3 ของยอดขายมารูติ เทียบกับสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 21 ของอุตสาหกรรมโดยรวม

ซูซูกิจึงเร่งแก้เกมด้วยการเพิ่มทีมวิจัยและพัฒนาในอินเดีย ให้อำนาจผู้บริหารท้องถิ่นตัดสินใจมากขึ้น และตั้งเป้าลดเวลาในการพัฒนารถหนึ่งรุ่นจาก 48 เดือน เหลือ 36 เดือน พร้อมวางแผนเปิดตัวเอสยูวีอีก 7 รุ่นภายในปี 2573

กรณีของซูซูกิสะท้อนบทเรียนสำคัญว่า ความได้เปรียบด้านราคาอาจรักษาฐานลูกค้าได้ในช่วงหนึ่ง แต่ไม่เพียงพอในตลาดที่กำลังยกระดับ เมื่อผู้ซื้อเริ่มจ่ายเงินให้กับเทคโนโลยี ดีไซน์ และประสบการณ์ การยึดติดกับความสำเร็จเดิมนานเกินไป อาจเปิดทางให้คู่แข่งเข้ามาเปลี่ยนเจ้าตลาดได้อย่างรวดเร็ว

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง