รีเซต

ไทยอยู่ตรงไหน? ค่ายรถญี่ปุ่น เร่งดันไฮบริด สู้ศึกอีวีจีน เกมนี้อีกไกลหรือใกล้จบ!

ไทยอยู่ตรงไหน? ค่ายรถญี่ปุ่น เร่งดันไฮบริด สู้ศึกอีวีจีน เกมนี้อีกไกลหรือใกล้จบ!
TNN ช่อง16
29 กรกฎาคม 2569 ( 08:00 )
10

ศึก EV จีน-ญี่ปุ่น ใครจะชนะ? แล้วไทยจะอยู่ตรงไหน


อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากเดิมที่หลายคนมองว่า "รถยนต์ไฟฟ้า" คือคำตอบเพียงหนึ่งเดียว วันนี้ภาพกลับซับซ้อนกว่านั้น เพราะรถยนต์ไฮบริดกำลังกลับมาได้รับความนิยมในหลายตลาด โดยเฉพาะสหรัฐฯ และประเทศที่โครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จยังไม่พร้อม


นั่นทำให้การแข่งขันระหว่างค่ายรถจีนกับญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่ศึกของ EV อีกต่อไป แต่เป็นการวัดกันว่าใครจะเลือกกลยุทธ์ได้เหมาะสมกับตลาดโลกมากที่สุด


สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ "ใครจะชนะ" แต่คือ "ไทยจะได้อะไรจากการแข่งขันครั้งนี้"



จีนเร่งเกม EV ญี่ปุ่นปรับเกมสู่ไฮบริด


หากดูเฉพาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ต้องยอมรับว่าผู้ผลิตจากจีนเป็นฝ่ายนำอย่างชัดเจน เปิดตัวรถรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง พร้อมแข่งขันทั้งด้านราคา เทคโนโลยี และนวัตกรรม


ในทางกลับกัน ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นหลายรายเริ่มทบทวนแผนลงทุนด้าน EV และหันกลับมาให้ความสำคัญกับรถยนต์ไฮบริดมากขึ้น สะท้อนว่าญี่ปุ่นไม่ได้เลือกเดิมพันกับเทคโนโลยีเพียงรูปแบบเดียว ภาพนี้ทำให้เกิดคำถามว่า ญี่ปุ่นกำลังเสียตำแหน่งให้จีน หรือกำลังปรับยุทธศาสตร์เพื่อรับมือการแข่งขันระยะยาว


ฮอนด้าเปลี่ยนแผน เพราะตลาดยังต้องการไฮบริด


หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Honda ซึ่ง Bloomberg รายงานว่า บริษัทเตรียมยุติการผลิต Honda Prologue รถยนต์ไฟฟ้าที่พัฒนาร่วมกับ General Motors ในเม็กซิโก หลังสิ้นสุดรุ่นปี 2026 พร้อมยกเลิกแผนพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าอีก 3 รุ่นในสหรัฐฯ


อย่างไรก็ตาม ฮอนด้ายืนยันว่าจะยังเดินหน้าพัฒนา EV ในตลาดอื่นทั่วโลก แต่สำหรับอเมริกาเหนือ บริษัทมองว่าความต้องการรถยนต์ไฮบริดยังแข็งแกร่งกว่า ตัวเลขยอดขายก็สะท้อนภาพเดียวกัน โดยครึ่งแรกของปีนี้ ยอดขายรถยนต์ฮอนด้าในสหรัฐฯ เติบโต 2.4% แรงหนุนหลักมาจากรถยนต์ไฮบริด มากกว่ารถยนต์ไฟฟ้า


ญี่ปุ่นไม่ได้ถอย แต่เลือกเดินหลายเส้นทาง


ไม่ใช่เพียง Honda เท่านั้น ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นหลายรายกำลังปรับกลยุทธ์ไปในทิศทางเดียวกัน Mazda เลื่อนเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าที่พัฒนาขึ้นเอง พร้อมลดงบลงทุนด้าน EV ขณะที่ Subaru ชะลอโครงการรถยนต์ไฟฟ้า และปรับโรงงานให้กลับมาผลิตรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป


ส่วน Toyota ยังคงลงทุนใน EV แต่ให้น้ำหนักกับรถยนต์ไฮบริดมากขึ้น พร้อมพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปรุ่นใหม่ควบคู่กันไป นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า ญี่ปุ่นไม่ได้ปฏิเสธรถยนต์ไฟฟ้า แต่ปฏิเสธการฝากอนาคตไว้กับเทคโนโลยีเพียงแบบเดียว


แนวคิดนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ Multi-pathway Strategy ของ Toyota ที่เชื่อว่าตลาดโลกมีความหลากหลาย แต่ละประเทศมีโครงสร้างพื้นฐาน กำลังซื้อ และนโยบายภาครัฐแตกต่างกัน จึงควรเปิดทางเลือกให้ผู้บริโภคมากกว่าการผลักดันเทคโนโลยีเพียงรูปแบบเดียว


จีนไม่ได้ขายแค่รถ แต่ขายทั้งระบบ


ฝั่งจีนยังเดินหน้าเต็มกำลัง ข้อมูลจาก Rho Motion ระบุว่า ครึ่งแรกของปี 2569 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกเติบโตราว 25-30% และมากกว่าครึ่งของยอดขายทั้งหมดเกิดขึ้นในประเทศจีน


จุดเด่นของผู้ผลิตจีนในวันนี้ ไม่ได้อยู่แค่ราคาที่แข่งขันได้ แต่คือการพัฒนาเทคโนโลยีครบวงจร ตั้งแต่ระบบปฏิบัติการภายในรถ ซอฟต์แวร์ AI ระบบช่วยขับ การชาร์จความเร็วสูง ไปจนถึงแบตเตอรี่รุ่นใหม่


อีกหนึ่งความได้เปรียบสำคัญคือ จีนครองห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่เกือบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การแปรรูปลิเทียม การผลิตเซลล์แบตเตอรี่ กราไฟต์ แร่หายาก โรงงานผลิตแบตเตอรี่ และชิ้นส่วนสำคัญ


เมื่อรวมกับตลาดภายในประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผู้ผลิตจีนจึงสามารถผลิตจำนวนมาก ลดต้นทุนต่อคัน และสร้างความได้เปรียบจาก Economies of Scale ซึ่งเป็นจุดที่คู่แข่งตามได้ยาก


ญี่ปุ่นยังมีแต้มต่อที่จีนแทนไม่ได้


แม้จีนจะเป็นผู้นำในตลาด EV แต่หากมองภาพรวมของอุตสาหกรรม ญี่ปุ่นยังคงมีจุดแข็งหลายด้าน


1. ประการแรก คือ ความเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฮบริด โดย Toyota ยังครองส่วนแบ่งตลาดระดับโลก และหลายประเทศยังมีความต้องการรถไฮบริดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง


2. ประการที่สอง คือ ชื่อเสียงด้านคุณภาพ ความทนทาน ค่าบำรุงรักษาที่ไม่สูง และราคาขายต่อที่ดี ซึ่งยังเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค


3. อีกจุดแข็ง คือ เครือข่ายฐานการผลิตและซัพพลายเออร์ทั่วโลก ทำให้ผู้ผลิตญี่ปุ่นสามารถปรับตัวตามมาตรการภาษีและนโยบายการค้าของแต่ละประเทศได้รวดเร็วกว่าหลายบริษัท

ไทยจะได้ประโยชน์อย่างไร


สำหรับประเทศไทย ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าจีนหรือญี่ปุ่นจะเป็นผู้ชนะ แต่คือการใช้การแข่งขันครั้งนี้สร้างประโยชน์ให้ประเทศ ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีทั้งผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นและผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนเข้ามาตั้งฐานการผลิตพร้อมกัน


ญี่ปุ่นยังเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ขณะที่ผู้ผลิตจีนอย่าง BYD, GWM, MG, Changan และอีกหลายบริษัท ต่างขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง การแข่งขันของสองมหาอำนาจจึงเปิดโอกาสให้ไทยดึงทั้งเงินลงทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้เข้ามาพร้อมกัน


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะตัดสินว่าไทยจะได้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด ไม่ใช่จำนวนโรงงาน แต่คือคุณภาพของแรงงานไทย รัฐบาลจึงเร่งผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต หรือ xEV ผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จ การขยายตลาด และการสร้างระบบนิเวศรองรับอุตสาหกรรม


ภารกิจสำคัญต่อจากนี้คือการ Upskill และ Reskill แรงงาน เพื่อรองรับความต้องการของผู้ผลิตรถยนต์และบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่เข้ามาลงทุนในไทย


บทสรุป


ศึกครั้งนี้ยังไม่มีผู้ชนะที่ชัดเจน จีนกำลังเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ส่วนญี่ปุ่นเลือกใช้กลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นด้วยการพัฒนา EV ควบคู่กับรถยนต์ไฮบริด ดังนั้นในท้ายที่สุด ประเทศที่สามารถปรับตัวได้เร็วที่สุดอาจจะกลายเป็นผู้เล่นที่ได้เปรียบมากกว่าประเทศที่เลือกเทคโนโลยีเพียงแบบเดียวก็เป็นได้ 


และสำหรับประเทศไทย หากสามารถรักษาฐานการผลิตเดิม พร้อมยกระดับทักษะแรงงานและดึงเทคโนโลยีใหม่เข้ามาได้ ก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตของภูมิภาค ไม่ว่ากระแสของโลกจะเอนเอียงไปทาง EV หรือไฮบริดก็ตาม


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง