ข้าวแกงแพงปี 2569 มาตรการพาณิชย์เอาอยู่จริงหรือไม่

ราคาข้าวแกงที่แพงขึ้นในปี 2569 ไม่ได้เกิดจากหน้าร้านอาหารเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากต้นทุนทั้งระบบที่ขยับขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานซึ่งกลายเป็นแรงกดหลักต่อเศรษฐกิจครัวเรือนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เมื่อราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นรวดเร็ว ผลกระทบจึงลามไปถึงค่าขนส่งวัตถุดิบ ค่าแก๊สหุงต้ม ค่าไฟฟ้า และบรรจุภัณฑ์ที่ร้านอาหารต้องใช้ทุกวัน
ร้านข้าวแกงจึงอยู่ในจุดที่ลำบากกว่าที่หลายคนเห็น เพราะต้นทุนไม่ได้เพิ่มเฉพาะเนื้อสัตว์หรือผักสดเท่านั้น แต่เพิ่มแทบทุกด้านพร้อมกัน ตั้งแต่หมู ไก่ ไข่ น้ำมันพืช ไปจนถึงถุงพลาสติกและกล่องบรรจุอาหาร ภาระเช่นนี้เกิดขึ้นในช่วงที่กำลังซื้อของผู้บริโภคยังเปราะบาง ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องเลือกระหว่างตรึงราคา ยอมกำไรน้อยลง หรือทยอยขึ้นราคาครั้งละ 5 บาทเพื่อให้พออยู่ต่อได้
ข้อมูลภาคธุรกิจยืนยันว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่ความรู้สึกของผู้บริโภค ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มแม้ยังมีมูลค่าตลาดสูง แต่แนวโน้มเติบโตเริ่มแผ่วลง ขณะที่ร้านอาหารจำนวนไม่น้อยมียอดขายต่อวันต่ำกว่าระดับที่จำเป็นต่อการประคองต้นทุนทั้งหมด ภาพเช่นนี้ทำให้คำถามเรื่องข้าวแกงแพงไม่ได้เป็นแค่ประเด็นค่าครองชีพรายวัน แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างของทั้งระบบอาหารและพลังงาน
ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ประกาศมาตรการในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 เพื่อพยุงค่าครองชีพและลดแรงกดดันต่อร้านอาหารรายย่อย มาตรการที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือโครงการนำร่องส่งวัตถุดิบจากต้นทางตรงถึงร้านอาหารในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 24 จุด จุดละ 2 ครั้ง รวม 48 ครั้ง เป้าหมายคือช่วยให้ร้านค้าเข้าถึงวัตถุดิบในราคาที่เหมาะสม และชะลอการปรับขึ้นราคาขายอาหารไม่ให้สูงเกินไป
นอกจากนั้น ยังมีโครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่ประกาศความร่วมมือกับห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ผู้ผลิต และผู้จัดจำหน่าย เพื่อนำสินค้าแบรนด์ทางเลือกมากกว่า 1,000 รายการมาจำหน่ายในราคาพิเศษ โดยบางรายการระบุว่าส่วนลดอาจสูงสุดถึง 50 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกันนี้ยังมีการขยายจุดจำหน่ายสินค้าธงฟ้าราคาประหยัดให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และใช้รถโมบายเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลมากขึ้น
ในเชิงนโยบาย ภาพที่ออกมาคือภาครัฐพยายามแทรกแซงเพื่อลดภาระของประชาชนและร้านค้าให้เร็วที่สุด แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป คำถามสำคัญกลับอยู่ที่ว่า มาตรการเหล่านี้ช่วยลดต้นทุนได้จริงเท่าใด และจะทำให้ราคาข้าวแกงหน้าร้านลดลงกี่บาทต่อจาน
จุดอ่อนสำคัญของมาตรการชุดนี้คือการขาดเป้าหมายเชิงตัวเลขที่ตรวจสอบได้ กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าต้นทุนวัตถุดิบของร้านอาหารจะลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ และไม่ได้ระบุว่าราคาข้าวแกงต่อจานควรลดลงเหลือระดับใดในทางปฏิบัติ สิ่งที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นคำอธิบายกว้างๆ ว่าจะช่วยให้ได้ราคาวัตถุดิบที่เหมาะสม และจะช่วยชะลอไม่ให้ราคาสูงเกินสมควร
ปัญหาคือ ในโลกจริง ต้นทุนของร้านอาหารไม่ได้ขึ้นเฉพาะรายการที่รัฐเลือกเข้าไปช่วย วัตถุดิบบางชนิดปรับขึ้นแรง เนื้อสัตว์ขยับขึ้น ผักหลายรายการแพงขึ้นตามฤดูกาลและค่าขนส่ง ขณะที่ค่าแก๊ส ค่าไฟ และต้นทุนบรรจุภัณฑ์ยังเป็นภาระที่ร้านค้าต้องรับเต็มๆ ต่อให้รัฐช่วยลดราคาข้าว น้ำมันพืช ไข่ หรือน้ำตาลได้บางส่วน ผลต่อราคาจานข้าวก็ยังมีข้อจำกัด เพราะต้นทุนก้อนใหญ่ยังไม่ลดตาม
ประเด็นนี้ทำให้โครงการนำร่อง 24 จุดถูกตั้งคำถามอย่างหนัก แม้บนกระดาษจะดูเหมือนเป็นการทดลองโมเดลใหม่ แต่เมื่อเทียบกับจำนวนร้านอาหารจริงในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งมีตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนร้าน การช่วยเหลือเพียง 24 จุดในช่วงเวลาจำกัดจึงแทบไม่สามารถเปลี่ยนภาพรวมตลาดได้
เสียงวิจารณ์จากภาควิชาการมองตรงกันว่า มาตรการลักษณะนี้มีขนาดเล็กเกินไปเมื่อเทียบกับขนาดของปัญหา อีกทั้งยังอาจก่อให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างร้านที่ได้เข้าร่วมโครงการกับร้านที่ไม่ได้สิทธิ์ เพราะผู้ที่เข้าร่วมจะเข้าถึงวัตถุดิบบางรายการในราคาที่ต่ำกว่า ขณะที่ร้านอื่นยังต้องซื้อในราคาปกติ และเมื่อจบระยะนำร่อง ร้านค้าทั้งหมดก็ต้องกลับไปเผชิญต้นทุนเดิมเหมือนเดิม
อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงมากคือความเป็นไปได้ของโครงการไทยช่วยไทย โดยเฉพาะการประกาศว่าสินค้าบางรายการจะลดราคาได้สูงสุดถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ในภาวะที่ผู้ผลิตเองกำลังแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นจากราคาพลังงาน การลดได้มากขนาดนั้นทำให้เกิดคำถามว่า สินค้าที่เข้าร่วมจริงเป็นสินค้าแบบใด เป็นสินค้าจากผู้ผลิตทั่วไป หรือเป็นเฮาส์แบรนด์ของห้างที่มีต้นทุนต่างจากแบรนด์ทั่วไป
หากเป็นเฮาส์แบรนด์ การทำราคาถูกลงย่อมมีความเป็นไปได้มากกว่า เพราะไม่ต้องรับภาระค่าธรรมเนียมหลายชั้นแบบแบรนด์ภายนอกที่นำสินค้าเข้าไปขายในห้าง แต่หากต้องการให้ส่วนลดระดับเดียวกันครอบคลุมสินค้าแบรนด์ทั่วไปในวงกว้าง ก็เป็นเรื่องยากในภาวะที่ผู้ผลิตรายใหญ่หลายรายเริ่มแจ้งคู่ค้าล่วงหน้าถึงความเสี่ยงเรื่องต้นทุน การส่งมอบสินค้า และการปรับราคาในช่วงเดือนเมษายน
นั่นทำให้เกิดคำถามตามมาว่า มาตรการลดราคาสินค้าเหล่านี้จะช่วยได้จริงในวงกว้าง หรือเป็นเพียงเครื่องมือประคองบรรยากาศทางการเมืองและความเชื่อมั่นระยะสั้นมากกว่า
ขณะเดียวกัน ในมุมของผู้ประกอบการร้านอาหาร สิ่งที่อยากได้อาจไม่ใช่แค่วัตถุดิบลดราคาบางวัน แต่เป็นระบบที่ทำให้ต้นทุนมีเสถียรภาพมากขึ้น ร้านค้ารายย่อยต้องการรู้ว่าค่าแก๊ส ค่าไฟ และค่าขนส่งจะพุ่งอีกหรือไม่ในเดือนหน้า เพราะสิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่กำหนดว่าจะตรึงราคาอาหารต่อได้หรือไม่
ข้อเสนอจากฝ่ายวิชาการจึงขยับไปไกลกว่าการแจกวัตถุดิบเป็นครั้งคราว แนวคิดที่ถูกเสนอมีทั้งการตั้งจุดกระจายวัตถุดิบราคาส่งระดับเขตหรือชุมชน เพื่อให้ร้านค้ารายย่อยเข้าถึงวัตถุดิบหน้าฟาร์มได้ต่อเนื่อง การใช้ข้อมูลพยากรณ์ผลผลิตเพื่อบริหารต้นทุนล่วงหน้า การทำบัตรส่วนลดค่าแก๊สหรือค่าไฟสำหรับร้านที่เข้าร่วมโครงการตรึงราคาอาหาร รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มให้ร้านค้ารวมกลุ่มสั่งซื้อวัตถุดิบเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง
ข้อเสนออีกด้านที่น่าสนใจคือการส่งเสริมเมนูต้นทุนต่ำประจำร้าน โดยอาศัยวัตถุดิบตามฤดูกาลและสนับสนุนทางประชาสัมพันธ์หรือภาษีให้ร้านที่เข้าร่วม วิธีคิดเช่นนี้ไม่ใช่การบอกให้ร้านลดราคาแบบแบกรับภาระเอง แต่เป็นการออกแบบแรงจูงใจให้ร้านค้าสามารถขายอาหารในระดับราคาที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ โดยไม่ขาดทุนจนต้องเลิกกิจการ
เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด มาตรการของกระทรวงพาณิชย์มีผลในเชิงประคองสถานการณ์เฉพาะหน้า และช่วยสร้างความรู้สึกว่ารัฐยังเข้ามาดูแลปัญหาค่าครองชีพ แต่หากถามว่าจะแก้ปัญหาข้าวแกงแพงได้มากน้อยเพียงใด คำตอบยังขึ้นอยู่กับว่า รัฐจะกล้าขยับจากมาตรการระยะสั้นไปสู่การจัดการต้นทุนทั้งระบบหรือไม่
เพราะในท้ายที่สุด ราคาข้าวแกงไม่ได้ขึ้นจากความอยากขึ้นราคาของร้านค้า หากแต่เป็นผลจากแรงกดต้นทุนที่ไล่มาตั้งแต่โรงกลั่นน้ำมัน ลานขนส่ง ตลาดค้าส่ง ไปจนถึงเตาแก๊สในครัว หากนโยบายยังแก้เฉพาะปลายทาง โดยไม่แตะต้นเหตุหลักอย่างพลังงานและโลจิสติกส์ คนที่ต้องรับภาระก็ยังคงเป็นทั้งผู้ขายและผู้ซื้อเหมือนเดิม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
