รีเซต

ANI เคาะ IPO ที่ 5.25 บาท/หุ้น คาดหุ้นเข้าเทรดใน SET ธ.ค.นี้

ANI เคาะ IPO ที่ 5.25 บาท/หุ้น คาดหุ้นเข้าเทรดใน SET ธ.ค.นี้
ทันหุ้น
30 พฤศจิกายน 2566 ( 15:13 )
64
ANI เคาะ IPO ที่ 5.25 บาท/หุ้น คาดหุ้นเข้าเทรดใน SET ธ.ค.นี้

#ANI #ทันหุ้น-ANI กำหนดราคาหุ้น IPO ที่หุ้นละ 5.25 บาท โดยจะเสนอขายหุ้นในวันที่ 4, 6 และ 7 ธ.ค. 2567 คาดว่าหุ้นจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ใน ธ.ค.นี้ โดยจะนำเงินจากการระดมทุนไปใช้ปรับโครงสร้างทางการเงินจากการซื้อธุรกิจตัวแทนขายระวางสินค้าสายการบิน (GSA) ในสิงคโปร์และมาเลเซียในช่วงปลายปี 2565 ตลอดจนใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ เพื่อการเติบโตของบริษัทฯ ในอนาคต

 

นายทิพย์ ดาลาล ประธานกรรมการบริหาร ร่วมด้วย นายธมัส เทย์ เงียน ชอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายปฏิบัติการ บริษัท เอเชีย เน็ตเวิร์ค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ ANI และ นายชัยพัชร์ นาคมณฑนาคุ้ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามในสัญญาแต่งตั้ง บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายโดยไม่รับประกันการจัดจำหน่าย (Lead Underwriters) 

 

พร้อมแต่งตั้งผู้ร่วมจัดจำหน่ายโดยไม่รับประกันการจัดจำหน่าย หรือ (Co-Underwriters) อีก 5 ราย ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน), และบริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน)

 

ANI มีแผนเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนรวมไม่เกิน 554,738,900 หุ้น คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 30.0 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ เปิดโอกาสให้นักลงทุนได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเติบโตไปกับบริษัทผู้นำด้านธุรกิจตัวแทนขายระวางสินค้าสายการบิน (Cargo General Sales Agent: GSA) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึง ในสาธารณรัฐประชาชนจีน และเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ด้วยราคาเสนอขาย 5.25 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าเสนอขาย 2,263,207,275 ถึง 2,912,379,225 บาท ในกรณีเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในสัดส่วนร้อยละ 25.0 ถึง 30.0 ของจำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน ตามลำดับ พร้อมเปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้นได้ระหว่างวันที่ 4, 6 และ 7 ธันวาคม 2566 นี้ และคาดว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ภายในช่วงเดือนเดียวกัน ในหมวดธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ 

 

นายชัยพัชร์ นาคมณฑนาคุ้ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญของ ANI ที่ 5.25 บาท/หุ้น ถือว่ามีความเหมาะสมสอดคล้องกับศักยภาพของบริษัทฯ ในฐานะหนึ่งในผู้นำธุรกิจตัวแทนขายระวางสินค้าสายการบิน (GSA) ให้แก่สายการบินชั้นนำกว่า 20 สายการบินใน 8 ประเทศและเขตบริหารพิเศษ ประกอบด้วยไทย สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน เวียดนาม มาเลเซีย กัมพูชา และเมียนมา ครอบคลุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญด้านการขนส่งทางอากาศของภูมิภาค และมีเส้นทางการบินไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลกกว่า 400 ปลายทาง ANI ยังได้รับความไว้วางใจให้เป็นตัวแทนของสายการบินชั้นนำมาอย่างยาวนานจากมาตรฐานและคุณภาพในการบริการของบริษัทฯ โดยมี 7 สายการบินเป็นคู่ค้ากับบริษัทฯ มากว่า 10 ปี รวมถึงมีคณะผู้บริหารและบุคลากรมืออาชีพที่มีประสบการณ์และความรู้ในอุตสาหกรรมขนส่งสินค้าทางอากาศมาอย่างยาวนานกว่า 35 ปี พร้อมทั้งได้รับประโยชน์ที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันจากบริษัท ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ iii ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ ที่ประกอบธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานขนส่งสินค้าเช่นเดียวกัน ทำให้ ANI มี Ecosystem ที่แข็งแกร่งและส่งเสริมการต่อยอดโอกาสการเติบโตในอนาคต”

 

ด้านนายทิพย์ ดาลาล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเชีย เน็ตเวิร์ค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ANI ยังคงมุ่งวางแผนการเติบโตอย่างต่อเนื่องสู่การเป็นผู้นำธุรกิจ GSA ในภูมิภาคเอเชีย โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ของรายได้ในปี 2566 – 2568 ที่ประมาณ 30% จากการจัดหาสัญญาใหม่ปีละ 6 – 8 สัญญา (อ้างอิงจากสภาวะตลาด อัตราค่าระวาง และแนวโน้มอุตสาหกรรมในเดือนมิถุนายน 2566) และดำเนินกลยุทธ์ในการมุ่งการรักษาฐานลูกค้าเดิม และเติบโตไปพร้อมกับสายการบินที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบันในเส้นทางใหม่ พร้อมขยายการให้บริการไปยังสายการบินรายใหม่หรือเส้นทางบินใหม่ ๆ โดยในระยะสั้นจะมุ่งขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมในกลุ่มประเทศที่มีการเติบโตและความต้องการการขนส่งสินค้าทางอากาศที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย และในระยะยาวจะขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมไปยังภูมิภาคอื่น เช่น ทวีปยุโรป และออสเตรเลีย เป็นต้น รวมไปถึงการขยายธุรกิจผ่านการเข้าซื้อกิจการ - ร่วมทุนกับบริษัทที่ประกอบธุรกิจ GSA หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมการขนส่งทางอากาศ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในอนาคต”

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง