แก้จน-พยุงสินค้าเกษตร งานหินรัฐบาลใหม่

นโยบายภาคเกษตรของ 3 พรรคที่คาดว่าจะมีการจับมือกับจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ขอเริ่มต้นด้วย “พรรคภูมิใจไทย” เน้นให้ความ 3 เรื่องคือ เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน
“เกษตรแม่นยำ” คือการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาบริหารจัดการการผลิต เช่น การใช้โดรนสำรวจแปลงเพาะปลูก ระบบเซนเซอร์ตรวจวัดความชื้นในดิน ระบบพยากรณ์อากาศเฉพาะพื้นที่ และการใช้ข้อมูล Big Data เพื่อคำนวณปริมาณปุ๋ย น้ำ และสารป้องกันศัตรูพืชอย่างเหมาะสม ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตต่อไร่ และเพิ่มคุณภาพสินค้า
“เกษตรมั่นคง” การสร้างความมั่นคงให้เกษตรกร เน้น “ตลาดนำการผลิต” ลดความเสี่ยงด้านราคา โดยใช้บารเตอร์เทรนด์เพื่อเปิดตลาดใหม่และเพิ่มช่องทางระบายสินค้าเกษตร รวมถึง Contract Farming (สัญญาซื้อขายล่วงหน้า) ซึ่งเป็นระบบที่ผู้รับซื้อและเกษตรกรทำข้อตกลงกันล่วงหน้าเรื่องปริมาณ คุณภาพ และราคา ช่วยให้เกษตรกรทราบรายได้ก่อนเพาะปลูก ลดความผันผวนของราคา
“เกษตรยั่งยืน” มุ่งเน้นการผลิตที่ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เช่น เกษตรอินทรีย์ (Organic Farming)เกษตรคาร์บอนต่ำ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการดิน น้ำ และระบบนิเวศอย่างสมดุล
นอกจากนี้พรรคภูมิใจไทยยังมีนโยบายเกษตรท้ายไร่แนวคิดปลูกพืชเสริมรายได้ในพื้นที่ว่างหรือปลายแปลง เช่น พืชผัก พืชสมุนไพร หรือพืชเศรษฐกิจระยะสั้นสนับสนุน 2,000 บาท/ไร่ ,ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ (รวม 20,000 บาท)เป้าหมาย 1 ล้านไร่หากทำให้ครบตามเป้า 1 ล้านไร่ จะใช้งบประมาณรวมประมาณ 2,000 ล้านบาท
“พรรคกล้าธรรม” ชูนโยบายจัดสรรหรือแจกที่ดินทำกินให้เกษตรกร ยึดที่ดินผิดกฎหมาย ผลักดันการเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตรให้ชาวบ้าน และยกระดับเป็นโฉนดครุฑแดง มีการสานต่อ “โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง” ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน การทำสงครามสินค้าเถื่อน แก้ปัญหาการลอบนำเข้าสินค้า ชูตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ จัดหาตลาดรองรับสินค้าเกษตร รัฐบาลผลิตปุ๋ยขายราคาถูก สร้างธนาคารเกษตรเพื่อประชาชน รวมถึงการเปลี่ยนการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เพิ่มเส้นทางไหลของน้ำ จัดทำแผนที่น้ำทุกจังหวัด
“พรรคเพื่อไทย” ให้ความสำคัญพักหนี้เกษตรกร โดยพักเงินต้นและดอกเบี้ย 3 ปี สำหรับวงเงินกู้ 500,000 บาท (เฉพาะสถาบันการเงินรัฐ) คาดว่าจะมีเกษตรได้ประโยชน์ 3.5 ล้านบัญชี นอกจากนี้ยังมี “นโยบายประกันกำไรพืชผลการเกษตร ร้อยละ30” เป้าหมายดันราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ 15,000 บาทต่อตัน ข้าวขาว 10,000 บาทต่อตัน ข้าวเหนียว 10,000 บาทต่อตัน ยางพารา 70 บาทต่อกิโลกรัม ข้าวโพด 7.25 บาทต่อกิโลกรัม และมันสำปะหลัง 3 บาทต่อกิโลกรัม
มีความเห็นจาก ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ที่คุมกระทรวงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มานานหลายปี กล่าวถึง กรณีที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตสูตรจัดตั้งรัฐบาล ว่าจะมีการจับมือกันระหว่างพรรคภูมิใจไทย-เพื่อไทย และกล้าธรรมว่า คงต้องให้เกียรติพรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในการตัดสินใจ ซึ่งการที่พรรคกล้าธรรมได้รับคะแนนเสียงมากถึง 57 ที่นั่งเกิดจากการเน้นการลงพื้นที่จริงเข้าถึงประชาชน นำเสนอนโยบายภาคการเกษตร ด้านน้ำและที่ดินทำกิน
เมื่อถามถึง ความพร้อมที่จะเข้าร่วมรัฐบาล ร้อยเอก ธรรมนัส ระบุว่า “รัฐบาลที่แล้วก็อยู่ด้วยกันมา หากครั้งนี้ได้เป็นรัฐบาล และได้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็จะง่ายต่อการสานต่อนโยบายเดิม”
ถ้าดูจากนโยบายของพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล มีความหวังว่าจะได้เห็นราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น จากผลสำรวจจากหลายๆ แห่งยังพบปัญหาเกษตรกรไทยมีปัญหายากจน
ไทยมีจำนวนครัวเรือนเกษตรกรขึ้นทะเบียนประมาณ 5.71 ล้านครัวเรือน โดยมีเกษตรกรผู้ทำการเกษตรจริงประมาณ 8.7 ล้านราย
“ข้อมูลจาก สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังคงประสบปัญหาความยากจน ร้อยละ 45.49 ของคนจนในประเทศมาจากภาคการเกษตร” โดยนิยามคนจนของสภาพัฒน์คือ มีรายได้ไม่ถึง 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่าเส้นความยากจน ถือว่าเป็นระดับรายได้ที่น้อยมาก
สาเหตุของความยากจนในกลุ่มเกษตรกรไทย มาจากหลายประเด็น
หนี้สินสูงและไม่มีที่ดินทำกิน : เกษตรกรจำนวนมากไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินเอง ต้องเช่าทำนาและกู้เงินเพื่อการลงทุน ส่งผลให้เกิดภาวะหนี้สินเรื้อรัง
ต้นทุนการผลิตสูง : ต้นทุน เช่น ปุ๋ย ค่าจ้างเครื่องจักร และค่าเช่าที่ดิน มีแนวโน้มสูงขึ้น ในขณะที่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำหรือผันผวน
สภาพอากาศและความเสี่ยง: ภัยแล้งและน้ำท่วมส่งผลโดยตรงต่อผลผลิต ทำให้รายได้ไม่แน่นอน
โครงสร้างเกษตรกรสูงอายุ: เกษตรกรส่วนใหญ่มีอายุมาก ขาดแคลนแรงงานรุ่นใหม่ ทำให้ขาดการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีสมัยใหม่
ขาดการเข้าถึงแหล่งทุนและเทคโนโลยี: เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำได้จำกัด และขาดความรู้ในการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มผลผลิต
“ถ้าดูแนวโน้มรายได้เกษตรกรไทยปี 2569 พบว่า ขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวจากในปี 2568 ที่จีดีพีภาคเกษตรขยายตัวในระดับร้อยละ 3 คาดว่าในปีนี้ อยู่ในระดับร้อยละ 2–3” โดยได้รับปัจจัยเสี่ยงจากราคาสินค้าหลัก เช่น ข้าวและอ้อยที่มีแนวโน้มลดลงจากอุปทานโลกที่สูงขึ้นและความขัดแย้งระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงมีแผนช่วยเหลือชาวนาอย่างต่อเนื่องผ่านเงินชดเชยตามโครงการต่างๆ
มีสินค้าความเสี่ยงสูงที่มีแนวโน้มราคาและการส่งออกลดลง เช่น ข้าวมีแนวโน้มราคาลดลงจากอุปทานโลก และคู่แข่งกลับมาส่งออก ส่วนอ้อยราคาลดลงตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและราคาน้ำตาลโลกที่อ่อนตัว
ปัจจัยกดดันภาคเกษตรในปีนี้ คงหนีไม่พ้น ภูมิอากาศแปรปรวนทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม , เศรษฐกิจโลกชะลอตัวกระทบการส่งออก, มาตรการกีดกันทางการค้า, นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ, และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อต้นทุน
แนวทางแก้ไขระยะยาว ต้องมีการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้าพรีเมียม และปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกรสูงวัย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
