รีเซต

พาณิชย์ ย้ำดูแล "เกษตรกรไทย" เอกชนนำเข้าข้าวโพดสหรัฐฯ ช่วยหนุนความมั่นคงห่วงโซ่อุปทานอาหาร

พาณิชย์  ย้ำดูแล "เกษตรกรไทย" เอกชนนำเข้าข้าวโพดสหรัฐฯ ช่วยหนุนความมั่นคงห่วงโซ่อุปทานอาหาร
TNN ช่อง16
16 พฤษภาคม 2569 ( 08:00 )
16

กระทรวงพาณิชย์ ย้ำดูแล "เกษตรกรไทย" เอกชนนำเข้าข้าวโพดสหรัฐฯ หนุนมั่นคงห่วงโซ่อุปทานอาหาร


กระทรวงพาณิชย์ออกมาชี้แจง หลังเกิดกระแสข่าวเกี่ยวกับการเตรียมลงนามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกาปริมาณ 1 ล้านตัน โดยระบุว่า หลายข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ก่อนหน้านี้ยังคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง


ล่าสุด นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ อธิบายว่า ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี และกระทรวงพาณิชย์ ได้เข้าร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนไทยและสหรัฐฯ ในการซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์


เป้าหมายสำคัญ คือ การ “ประกันความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานอาหาร” ผ่านการจัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิตอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมแปรรูปเนื้อสัตว์ของไทย


การเพิ่มทางเลือกด้านแหล่งวัตถุดิบครั้งนี้ ยังถูกมองว่าจะช่วยให้อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูปของไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น รองรับทั้งการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกในระยะยาว


ไทยใช้ข้าวโพดปีละ 9 ล้านตัน แต่ผลิตได้เพียง 5 ล้านตัน


กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีละประมาณ 9 ล้านตัน แต่ผลผลิตในประเทศอยู่ที่เพียงราว 5 ล้านตันต่อปี ทำให้ยังขาดวัตถุดิบอีกประมาณ 4 ล้านตัน


ที่ผ่านมา ไทยจึงต้องนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา และ สปป.ลาว รวมถึงใช้วัตถุดิบทดแทนอื่น เช่น ข้าวสาลีจากยูเครนและออสเตรเลีย เพื่อเติมเต็มความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์


ภาครัฐย้ำว่า หน้าที่สำคัญของกระทรวงพาณิชย์ คือ การรักษาสมดุลของห่วงโซ่อุปทานอาหารสัตว์ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะวัตถุดิบขาดแคลน ซึ่งอาจส่งผลต่อทั้งต้นทุนการผลิตอาหารและราคาสินค้าเกษตรในประเทศ


ย้ำชัด ต้องซื้อผลผลิตเกษตรกรไทยก่อน


หนึ่งในประเด็นสำคัญที่รัฐบาลย้ำ คือ การนำเข้าจะต้องไม่กระทบต่อเกษตรกรไทย โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศให้ครบก่อน


มาตรการดังกล่าวกำหนดให้ผู้รวบรวมในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร ชัยภูมิ พิจิตร และอุทัยธานี รับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรที่ความชื้น 30% ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 7.05 บาท


ขณะที่โรงงานอาหารสัตว์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะต้องรับซื้อข้าวโพดที่ความชื้น 14.5% ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 9.80 บาท


รัฐบาลยืนยันว่า หากวัตถุดิบในประเทศเพียงพอต่อความต้องการใช้ 9 ล้านตัน ก็จะไม่มีความจำเป็นต้องนำเข้าเพิ่มเติม แต่หากวัตถุดิบไม่เพียงพอ การนำเข้าจะถูกบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพราคาภายในประเทศ


มาตรการ PM2.5 และสงครามโลก ดันต้นทุนอาหารสัตว์พุ่ง


อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยต้องมองหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบใหม่ คือ ข้อจำกัดจากมาตรการควบคุมการเผาในประเทศเพื่อนบ้าน


ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ไทยได้ใช้มาตรการเข้มงวดในการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา โดยกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องมีใบรับรองว่าเป็นผลผลิตจากการทำเกษตรแบบ “ปลอดการเผา” และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้


มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ส่งผลให้ปริมาณข้าวโพดนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านลดลงอย่างมีนัยสำคัญ


ในขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังทำให้ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่น ๆ เช่น ข้าวสาลีและกากถั่วเหลือง ปรับตัวสูงขึ้น จนกระทบต่อเสถียรภาพของตลาดอาหารสัตว์โลก


ภาคเอกชนจึงจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยง ด้วยการหาวัตถุดิบจากแหล่งใหม่ รวมถึงสหรัฐอเมริกา เพื่อป้องกันปัญหาวัตถุดิบขาดตลาด และรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทย


หนุนอุตสาหกรรมส่งออกอาหารไทย


รัฐบาลมองว่า ความมั่นคงของวัตถุดิบอาหารสัตว์ ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อเกษตรกรหรือโรงงานอาหารสัตว์เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงอุตสาหกรรมส่งออกอาหารทั้งหมดของไทย


ไม่ว่าจะเป็นไก่เนื้อ ไก่ไข่ สุกร สัตว์น้ำ รวมถึงเนื้อสัตว์แปรรูป ซึ่งล้วนเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่ไทยมีศักยภาพสูงในตลาดโลก


หากต้นทุนวัตถุดิบมีเสถียรภาพ ก็จะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าอาหารไทยในต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง


มิติการค้าไทย-สหรัฐฯ ที่ไทยต้องรักษาสมดุล


อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือ มิติความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ


ในช่วงที่ผ่านมา ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ทำให้เผชิญแรงกดดันด้านมาตรการภาษีนำเข้า การสร้างความร่วมมือทางการค้าระยะยาวจึงถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ


กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนไทยและสหรัฐฯ ครั้งนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาครัฐของสหรัฐฯ และเอื้อต่อการเจรจาการค้าในอนาคต


โดยเฉพาะสินค้าส่งออกสำคัญของไทย เช่น ข้าวหอมมะลิ สินค้าประมง ผักและผลไม้แปรรูป ที่สหรัฐฯ ถือเป็นตลาดหลักอันดับต้น ๆ ของไทย

พาณิชย์ย้ำ ดูแลชาวนาและระบบนิเวศอย่างใกล้ชิด


สำหรับข้อกังวลว่าการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ อาจกระทบต่อสินค้าเกษตรไทย เช่น รำข้าว แกลบ หรือปลายข้าว กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่า ได้หารือร่วมกับสมาคมโรงสีข้าวไทยแล้ว


ทั้งภาครัฐและเอกชนจะร่วมกันกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานอาหารสัตว์ให้เกิดความสมดุล เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาข้าวเปลือกและรายได้ของชาวนาไทย


นอกจากนี้ การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เกินโควตา 1 ล้านตัน ยังต้องเสียภาษีสูงถึง 72% และมีค่าธรรมเนียมนำเข้าอีก 180 บาทต่อตัน ทำให้ต้นทุนข้าวโพดนำเข้าสูงกว่าวัตถุดิบในประเทศอยู่แล้ว


ในด้านความปลอดภัย กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า การนำเข้าสินค้าเกษตรทุกชนิดจะอยู่ภายใต้การกำกับของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีมาตรการตรวจสอบศัตรูพืช การออกใบรับรองสุขอนามัยพืช และการสุ่มตรวจสินค้าอย่างเข้มงวดที่ด่านนำเข้า


เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ เกษตรกร และความปลอดภัยด้านอาหารของประเทศ


ความมั่นคงอาหาร กลายเป็นวาระสำคัญของโลก


ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สงคราม และปัญหาสิ่งแวดล้อม “ความมั่นคงทางอาหาร” กำลังกลายเป็นวาระสำคัญของหลายประเทศ


ประเทศไทยเองก็พยายามสร้างสมดุลระหว่างการดูแลเกษตรกร การรักษาเสถียรภาพด้านอาหาร และการรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก


กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่า ทุกมาตรการที่ดำเนินการ จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของคนไทยทุกฝ่าย ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก ไปจนถึงผู้บริโภค ที่ไม่ควรต้องแบกรับต้นทุนอาหารที่สูงเกินความจำเป็น

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง