คิดเห็นแชร์ : กระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลก ทำ Valuation ตลาดหุ้นเฟื่องฟูนำพื้นฐาน

คิดเห็นแชร์ : กระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลก ทำ Valuation  ตลาดหุ้นเฟื่องฟูนำพื้นฐาน
มติชน
18 เมษายน 2563 ( 12:00 )
21
คิดเห็นแชร์ : กระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลก ทำ Valuation  ตลาดหุ้นเฟื่องฟูนำพื้นฐาน

คิดเห็นแชร์ : กระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลก ทำ Valuation ตลาดหุ้นเฟื่องฟูนำพื้นฐาน

หลังจากที่ตลาดหุ้นไทยทำจุดต่ำสุดไปวันที่ 23 มีนาคม 2563 โดยปิดที่ระดับ 1,024.5 จุด และหลังจากนั้นดัชนี SET index ก็ฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง แข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้ โดยปรับขึ้นมาแล้ว +20% จากระดับปิดต่ำสุดดังกล่าว แม้ว่าเราจะประเมินว่าตลาดหุ้นไทยที่ระดับดัชนี SET index ?1,000 จุด นั้นมี Downside ที่ต่ำ และไม่น่าปรับลงไปได้อีกมากนัก (โดยเฉพาะหุ้นพื้นฐานดี) เนื่องจากหุ้นพื้นฐานดีหลายตัวราคาหุ้นลงไปถึงระดับที่ต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชี หรือต่ำกว่า Replacement cost (ต้นทุนการสร้างโรงงานใหม่) ในมุมนี้อาจเรียกได้ว่า เป็นการประเมินมูลค่าในด้านของสินทรัพย์ (Asset-based valuation) แต่หากพิจารณาในด้านของ Upside หรือโอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับขึ้นนั้น ในสถานการณ์ปกติก็ถือว่ามี Upside ที่น้อยเช่นกัน เพราะกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยถูกปรับลดลงอย่างต่อเนื่องสะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ PE ratio บนประมาณการกำไรปี 2563 นั้นอยู่ในระดับที่สูงกว่าระดับค่าเฉลี่ยปกติ ซึ่งในกรณีนี้เป็นการประเมินมูลค่าด้านของความสามารถในการทำกำไร (Earnings-based valuation) แต่คำถามคือ เหตุใดดัชนี SET index จึงปรับขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แม้ว่าประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนปี 2563-64 จะทยอยถูกปรับลดลงมาตลอดก็ตาม (และยังมีโอกาสถูกปรับลดลงได้อีก) ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงปัจจัยแวดล้อมต่างๆ แล้ว เราอาจสรุปเหตุผลหลักๆ ได้ 2 ประเด็นคือ

1.การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งด้านการเงินและการคลังทั่วโลก (รวมถึงประเทศไทย) แม้ว่าจะเป็นเพียงมาตรการ “บรรเทาผลกระทบ” ของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 (การแก้ไขปัญหาสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสที่แท้จริงคือ การใช้มาตรการด้านสาธารณสุข) แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้นักลงทุนในตลาดมองข้ามปัจจัยลบต่างๆ ในขณะนี้ ที่น่าจะเป็นปัจจัยลบระยะสั้น และกล้าที่จะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น โดยผลของการอัดฉีดมาตรการการเงินและการคลังคือทำให้ Valuation ของสินทรัพย์เสี่ยงถูก Re-rate ขึ้น หรือพูดง่ายๆ คือ ทำให้ PE ratio ถูกยกระดับขึ้นไป ซึ่งมูลค่าของหุ้นในเชิง Earnings-based valuation ขึ้นอยู่กับ 2 ตัวแปรเบื้องต้นคือ กำไรของบริษัทจดทะเบียน และตัวคูณหรือ PE ratio นั่นเอง เมื่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนไม่โต แต่ตัวคูณหรือ PE ratio ถูกยกขึ้นก็เป็นเหตุผลให้ มูลค่าหุ้นถูกปรับขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ผลของอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับที่ต่ำ (และมีโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย หรือ กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกในกลางปีนี้) เป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้นักลงทุนในตลาดเกิดความเอนเอียงหรือ Bias ในการที่จะกล้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้น เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาลง

2.ความคาดหวังว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสทั่วโลก (รวมถึงไทย) น่าจะใกล้ถึงจุดสูงสุด และคาดหวังถึงการเริ่มทยอยเปิดให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ สามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ ทำให้นักลงทุนในตลาดฯเริ่มมองถึงการกลับเข้าซื้อหุ้น โดยคาดหวังถึงการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563

จาก 2 ปัจจัยหลักข้างต้น เราประเมินว่า ทำให้นักลงทุนในตลาดจะมีความกล้าเสี่ยงที่จะใช้ Valuation บนประมาณการกำไรปี 2564 และมองข้ามผลการดำเนินงานปี 2563 เร็วกว่าสถานการณ์ปกติ (ในสถานการณ์ปกตินักวิเคราะห์หลักทรัพย์จะใช้ Valuation บนประมาณการกำไรปี 2564 เมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563) ทั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์ บล.เคจีไอ (ประเทศ) ประเมินว่าอัตราการเติบโตของ GDP ไทยปี 2563 จะติดลบราว -8.4% และจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ราว +7% ในปี 2564 ซึ่งหากวิเคราะห์แนวโน้มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยหรือ EPS ของ SET index ปี 2564 เบื้องต้นจะได้เท่ากับ 78 บาท/หุ้น และฝ่ายวิจัยฯประเมินเป้าหมาย PE ปี 2564 ไว้ที่ 17.6 เท่า ดังนั้นจะได้ว่าเป้าหมายดัชนี SET index สำหรับปี 2564 จะเท่ากับ 1,370 จุด และหากสถานการณ์ต่างๆ ยังเป็นไปตามคาดมีโอกาสที่เราจะเห็นดัชนี SET index ขึ้นไปแตะระดับ Valuation ดังกล่าวในช่วงปลายปี 2563 อย่างไรก็ดีเราประเมินว่าด้วยระดับ PE บน EPS ของ SET index ในปี 2563 ที่ค่อนข้างสูงจะทำให้ดัชนี SET index มีความผันผวนสูงมากขึ้นเมื่อเทียบกับการปรับตัวขึ้นมาก่อนหน้านี้

สำหรับหุ้นเด่นในเชิงกลยุทธ์สำหรับมุมมองในเชิงบวกว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ว่าน่าจะเริ่มกลับมาสู่ระดับใกล้เคียงปกติได้ในช่วงปลายปีนี้ หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวที่ปรับตัวลงมามาก และคาดจะเริ่มฟื้นตัวได้ (อาจเป็นการฟื้นตัวอย่างช้าๆ) น่าจะเป็นเป้าหมายในการทยอยสะสมของนักลงทุนได้ โดยเฉพาะหุ้นพื้นฐานดีความเสี่ยงต่ำอย่าง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เป็นต้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง