พบ “เชื้อมาลาเรียกลายพันธุ์ใหม่” แพร่กระจายรวดเร็ว ดื้อต่อการรักษา

เชื้อมาลาเรีย เป็นหนึ่งในโรคอันตรายที่คร่าชีวิตคนไปหลายแสนราย โดยเป็นเชื้อปรสิตที่ก่อโรคอันตรายซึ่งแพร่สู่คนผ่านการโดนยุงก้นปล่องกัด เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกาย มันจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดแดง ทำให้มีอาการไข้สูง หนาวแบบจับสั่น และปวดศีรษะอย่างรุนแรง แต่ถ้าหากเข้าสู่กระแสเลือดในปริมาณมากหรือรักษาไม่ทัน อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นสมองจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบราวน์ (Brown University) จากสหรัฐอเมริกา ได้ค้นพบเบาะแสทางพันธุกรรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาด้านการดื้อยาของเชื้อมาลาเรีย รวมถึงเน้นย้ำการเร่งปรับปรุงวิธีการรักษาในปัจจุบัน
วิธีการทางวิทยาศาสตร์
นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้วิธีการถอดรหัสจีโนมทั้งหมดของปรสิตมาลาเรียจากเลือดของผู้ติดเชื้อหลายร้อยคนในยูกันดา ทีมวิจัยที่นำโดยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบราวน์พบว่า เชื้อปรสิตมาลาเรียบางสายพันธุ์ได้กลายพันธุ์ และส่งผลให้เริ่มดื้อยาและตอบสนองต่อยารักษาหลักที่ใช้ในแอฟริกาและสหรัฐฯ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
การศึกษานี้ รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลางสหรัฐฯ และได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature Medicine ฉบับวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา โดย ดร. เจฟฟรีย์ เบลีย์ ผู้เขียนงานวิจัยและศาสตราจารย์ด้านการวิจัยเชิงแปลผลและพยาธิวิทยาและเวชศาสตร์ห้องปฏิบัติการแห่งมหาวิทยาลัยบราวน์กล่าวว่า การค้นพบนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลใจอย่างยิ่ง เพราะการแพร่กระจายเชื้ออย่างรวดเร็วนี้ กำลังชี้ให้เห็นถึงความสามารถในการอยู่รอดและการดื้อยาของเชื้อ และยังกล่าวอีกว่า เมื่อการดื้อยาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักวิจัยจึงกังวลว่า สิ่งนี้จะทำให้การควบคุมการแพร่กระจายยากขึ้นกว่าเดิมและส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากขึ้น
การดื้อยาและการเฝ้าระวัง
การดื้อยามักเกิดขึ้นเมื่อมีการรักษาโรคติดเชื้อชนิดที่เป็นแบคทีเรีย ไวรัส หรือปรสิตในวงกว้าง เช่นเดียวกับการรักษามาลาเรียในแอฟริกา ด้วยเหตุนี้ เบลีย์จึงอธิบายว่า ระบบเฝ้าระวังกำลังถูกสร้างขึ้นเพื่อติดตามการกลายพันธุ์ที่ทราบในเชื้อโรค รวมถึงประสิทธิภาพของยาเมื่อเวลาผ่านไป
เบลีย์กล่าวว่า โครงการเฝ้าระวังมักจะมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยทางชีวภาพที่อาจสามารถระบุได้ของการดื้อยา เพื่อค้นหาเบาะแสที่แท้จริง ที่จะสามารถอธิบายความไวต่อยาในรูปแบบใหม่ ขณะที่ คาราโมโก เนียเร (Karamoko Niaré) อดีตนักวิจัยหลังปริญญาเอกในห้องปฏิบัติการของเบลีย์ จึงได้เริ่มมุ่งเน้นไปที่เรื่องการจัดลำดับจีโนมทั้งหมด เพื่อค้นหาเบาะแสที่แท้จริงของการดื้อยา
วิธีการติดตามการดื้อยา
ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา การรักษาหลักสำหรับมาลาเรียไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรมาก เช่น ในยูกันดามีการใช้ยาอาร์เทเมเทอร์-ลูเมแฟนทรีน (AL) ซึ่งเป็นยาผสมที่มีอาร์เทมิซินินเป็นส่วนประกอบหลัก (ACT) โดยเป็นที่นิยมมากที่สุดในแอฟริกาใต้ฝั่งทะเลทรายซาฮารา
แต่ในปี 2026 ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคได้แนะนำให้ขยายระยะเวลาการให้ยานานขึ้น เนื่องจากปริมาณยาขนาดมาตรฐานไม่สามารถรักษาผู้ป่วยกลุ่มนักเดินทางที่เดินทางกลับบ้านได้หลายราย ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเชื้อปรสิตเริ่มดื้อยาและตอบสนองต่อการรักษาลดลง
จากการศึกษานี้ นักวิจัยได้ระบุลักษณะทางพันธุกรรมของปรสิตมาลาเรียซึ่งครอบคลุมถึง 69 ยีน จากการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมเพิ่มเติม และได้พบกลุ่มการแปรผันทางพันธุกรรมที่เชื่อมโยงกัน ประกอบด้วยการกลายพันธุ์เฉพาะจุด 3 ตำแหน่ง และการขาดหายไปของลำดับเบส 2 ตำแหน่ง ซึ่งสัมพันธ์กับความสามารถในการตอบสนองต่อยาที่ลดลง ทั้งยาอาร์ทีมิซินิน (Artemisinin) และยาลูมีแฟนทรีน (Lumefantrine) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของยาสูตรผสม AL รวมถึงยาเมโฟลควิน (Mefloquine)
โดยการกลายพันธุ์ที่มีแนวโน้มมากที่สุดในการผลักดันให้เกิดการคัดเลือกทางธรรมชาตินี้ ถูกพบในยีนที่ทำหน้าที่ถอดรหัสสร้างโปรตีนที่เรียกว่า PX1 (phosphoinositide-binding protein) ซึ่งมักพบอยู่ใกล้กับผลิตภัณฑ์ของยีนอีกตัวหนึ่งที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นสาเหตุของการดื้อยาอาร์เทมิซินินในระดับปานกลาง
เนื่องจากผลกระทบนี้ได้รับการศึกษาในห้องปฏิบัติการในปรสิตที่เก็บรวบรวมจากผู้ป่วยมาลาเรีย เบลีย์กล่าวว่า การวิจัยในอนาคตควรตรวจสอบว่าปรสิตกลายพันธุ์เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ทางคลินิกของการรักษามาลาเรียด้วย ACTs อย่างไร
ในขณะที่ผู้เขียนพบว่าการกลายพันธุ์กำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในยูกันดา แต่ยังไม่ทราบว่าแพร่กระจายไปไกลแค่ไหนนอกพรมแดนของยูกันดาและจำเป็นต้องตรวจสอบ เบลีย์กล่าวว่า การค้นพบนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาโครงการรักษามาลาเรียที่มีประสิทธิภาพ พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาวิธีการคาดการณ์ว่าเมื่อใดที่ยาจะหยุดทำงาน และยังเน้นย้ำถึงความเร่งด่วนในการพัฒนายาใหม่เพื่อรักษามาลาเรีย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
