กลิ่นจากสะดืออาจมีสารเคมีบางชนิดที่เชื่อมโยงกับโรคพาร์กินสัน

กลิ่นจากร่างกายอาจไม่ได้บอกเพียงเรื่องสุขอนามัย แต่อาจมีสารเคมีบางชนิดที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย ล่าสุดนักวิจัยพบว่า ตัวอย่างกลิ่นจากบริเวณสะดือและจมูกมีรูปแบบทางเคมีที่แตกต่างกันในคนแต่ละกลุ่มสุขภาพ รวมถึงผู้ป่วยโรคพาร์กินสันและผู้ที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย
ศึกษากลิ่นจาก 3 จุดในร่างกาย
งานวิจัยโดย Graunke และคณะ ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Scientific Reports ปี 2026 เป็นการศึกษาขนาดเล็กในระยะเริ่มต้น โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 24 คน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 6 คน ได้แก่ ผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ผู้ที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย หรือ MCI ผู้ติดเชื้อโควิด-19 และกลุ่มควบคุมที่มีสุขภาพดี
นักวิจัยเก็บตัวอย่างด้วยก้านสำลีจาก 3 บริเวณ ได้แก่ ภายในจมูก รอบใบหู และสะดือ โดยใช้เวลาเก็บตัวอย่างประมาณ 10 วินาทีต่อบริเวณ ก่อนนำไปวิเคราะห์ด้วยเทคนิค Laser-based Photoacoustic Spectroscopy (LPAS)
เทคนิคดังกล่าวสามารถตรวจจับ สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOCs ซึ่งเป็นโมเลกุลขนาดเล็กที่ร่างกายปล่อยออกมาจากเหงื่อ น้ำมันบนผิวหนัง ลมหายใจ และกระบวนการทางชีวภาพต่าง ๆ
สาร VOCs เหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามกระบวนการเผาผลาญของร่างกาย อาหาร ยาที่ใช้ รวมถึงภาวะเจ็บป่วย จึงเป็นสิ่งที่นักวิจัยสนใจว่าอาจใช้เป็น “สัญญาณทางเคมี” เพื่อบอกความแตกต่างของภาวะสุขภาพได้หรือไม่
กลิ่นจากสะดือพบความแตกต่างของแต่ละกลุ่ม
ผลการศึกษาพบว่า ตัวอย่างจากร่างกายของผู้เข้าร่วมแต่ละกลุ่มมีรูปแบบทางเคมีที่แตกต่างกัน โดยความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดมาจากตัวอย่างบริเวณ จมูกและสะดือ
โดยเฉพาะตัวอย่างจากสะดือ สามารถแยกกลุ่มคนสุขภาพดีออกจากกลุ่มที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยได้ค่อนข้างชัดเจน ขณะที่รูปแบบของตัวอย่างจากผู้ป่วยโรคพาร์กินสันและผู้ติดเชื้อโควิด-19 มีลักษณะอยู่ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ และยังพบการทับซ้อนกัน
นักวิจัยยังพบว่า การใช้ข้อมูลจากแสงอินฟราเรดเพียง 5 ช่วงความยาวคลื่น สามารถให้ข้อมูลสำหรับแยกกลุ่มผู้เข้าร่วมได้ใกล้เคียงกับการวิเคราะห์ที่ใช้ช่วงความยาวคลื่นกว้างกว่า ซึ่งหากได้รับการยืนยันจากการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ อาจนำไปสู่การพัฒนาอุปกรณ์ตรวจคัดกรองที่มีขนาดเล็กและต้นทุนลดลงได้
ยังไม่ใช่การตรวจวินิจฉัยโรค
แม้ผลการศึกษาจะน่าสนใจ แต่ยังไม่ควรนำไปใช้เป็นวิธีตรวจหาโรคพาร์กินสันหรือภาวะสมองเสื่อม เนื่องจากการศึกษานี้มีผู้เข้าร่วมเพียง 24 คน และแต่ละกลุ่มมีเพียง 6 คนเท่านั้น
นอกจากนี้ อายุของผู้เข้าร่วมยังมีความสัมพันธ์กับกลุ่มโรค ทำให้นักวิจัยยังไม่สามารถแยกได้อย่างชัดเจนว่า ความแตกต่างของสารเคมีที่ตรวจพบเกิดจากโรคโดยตรง หรือเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามวัย
ปัจจัยอื่น ๆ เช่น สบู่ น้ำหอม สุขอนามัย อาหาร ยา และการสัมผัสสิ่งแวดล้อม ก็อาจส่งผลต่อองค์ประกอบของกลิ่นร่างกายได้เช่นกัน
ดังนั้น ผลการศึกษานี้จึงเป็นเพียง หลักฐานเบื้องต้น ที่ชี้ว่า กลิ่นจากร่างกายอาจมีสัญญาณทางเคมีที่แตกต่างกันตามภาวะสุขภาพ และอาจเป็นแนวทางสำหรับพัฒนาเครื่องมือคัดกรองโรคที่ไม่ต้องเจาะเลือดหรือทำหัตถการในอนาคต แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษากับคนจำนวนมากขึ้น และควบคุมปัจจัยที่อาจส่งผลต่อกลิ่นร่างกายให้รอบด้าน ก่อนจะพัฒนาไปสู่การใช้งานทางการแพทย์จริง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
