“ท่าอวกาศยาน” โอกาสทองของไทยพลิกโฉมสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจอวกาศใหม่ และผู้นำในภูมิภาค

ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง เมื่อรายงานการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ล่าสุดได้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพมหาศาลในการจัดตั้ง "ท่าอวกาศยาน" (Spaceport) เพื่อเป็นกลไกเร่งและยกระดับประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจอวกาศใหม่ (New Space Economy) ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและภาคเอกชน
โครงการนี้มิใช่แค่การสร้างฐานปล่อยจรวด แต่เป็นการสร้าง ประตูบานใหม่ที่จะเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล โดยคาดการณ์ว่าตลาดอวกาศในประเทศจะมีมูลค่าเริ่มต้นสูงถึง 30,000 ล้านบาท หากจัดตั้งท่าอวกาศยานได้สำเร็จ
ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ทำเลทองใกล้เส้นศูนย์สูตร
ปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จที่ทำให้ประเทศไทยได้เปรียบคู่แข่งในระดับโลก คือ ทำเลที่ตั้งใกล้เส้นศูนย์สูตร (Equator) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดในทางฟิสิกส์สำหรับการปล่อยจรวด การปล่อยจรวดจากบริเวณนี้ไปทางทิศตะวันออกจะได้รับความเร็วต้น จากแรงเหวี่ยงสูงสุดของการหมุนรอบตัวเองของโลก ประมาณ 1,670 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้จรวดใช้เชื้อเพลิงน้อยลงในการนำส่งดาวเทียมเข้าสู่วงโคจรค้างฟ้า (GEO) และวงโคจรระดับต่ำ (LEO) ผลลัพธ์ทางเศรษฐศาสตร์คือ ต้นทุนการปล่อยที่ต่ำกว่า อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นจุดขายหลักในการดึงดูดผู้ให้บริการปล่อยจรวดเชิงพาณิชย์ทั่วโลกมาใช้บริการในประเทศไทย
การศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นโดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ร่วมกับสถาบันวิจัยการบินและอวกาศเกาหลี (KARI) ได้ระบุพื้นที่ชายฝั่งที่มีศักยภาพสูง บริเวณ ชายฝั่งอ่าวไทย ถูกมองว่าเหมาะสมสำหรับการปล่อยจรวดไปทางทิศตะวันออกเพื่อเข้าสู่วงโคจร GEO โดยมีชิ้นส่วนจรวดตกลงในทะเลอย่างปลอดภัย ขณะที่ ชายฝั่งทะเลอันดามัน เหมาะสำหรับการปล่อยในทิศทางใต้สำหรับดาวเทียมสำรวจทรัพยากร โดยมีการระบุจังหวัดที่มีศักยภาพ อาทิ นครศรีธรรมราช สงขลา หรือชุมพร
การต่อยอดจากอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งสู่ "อวกาศยาน"
การสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจอวกาศของไทยได้วางรากฐานบนอุตสาหกรรมการผลิตเดิม โดยเฉพาะใน เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่มีความเชี่ยวชาญระดับโลกในการผลิตชิ้นส่วนขั้นสูง สามารถยกระดับไปสู่การผลิต ชิ้นส่วนอวกาศ (Space Manufacturing) ได้ทันที โดยเฉพาะโครงสร้างน้ำหนักเบาและระบบ Avionics สำหรับดาวเทียมและจรวด
นอกจากนี้ โครงการพัฒนา สนามบินอู่ตะเภา ให้เป็นศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) และศูนย์กลางการบิน จะเป็นฐานสนับสนุนที่สำคัญสำหรับการประกอบและขนส่งชิ้นส่วนจรวด ขณะที่ ท่าเรือแหลมฉบังและมาบตาพุด ก็มีความพร้อมในการรองรับโลจิสติกส์เชื้อเพลิงและอุปกรณ์หนัก และที่น่าจับตาคือความตื่นตัวของภาคเอกชนไทย โดยมีบริษัท mu Space เป็นผู้นำในการสร้างโรงงานผลิตดาวเทียมเต็มรูปแบบแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าคนไทยสามารถออกแบบและผลิตเสาอากาศสำหรับดาวเทียมคุณภาพสูงได้เอง
"พ.ร.บ. อวกาศ" สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน
แม้จะมีจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐาน แต่ประเทศไทยยังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความล่าช้าในการตราพระราชบัญญัติกิจการอวกาศ (Space Affairs Act) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นทางกฎหมายให้กับนักลงทุนต่างชาติ
กฎหมายนี้จะกำหนดหลักเกณฑ์ในการอนุญาต การกำกับดูแล และความรับผิดชอบในการปล่อยจรวด ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการประกันภัยและความชัดเจนในการทำธุรกิจ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับการแข่งขันในภูมิภาค โดยเฉพาะจาก อินโดนีเซีย ซึ่งมีเกาะ Biak ติดเส้นศูนย์สูตรโดยตรง และมาเลเซีย ที่มีแผนแม่บทที่ทะเยอทะยาน
กรณีศึกษาของอินโดนีเซียที่โครงการสร้างท่าอวกาศยานต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากชนพื้นเมือง ได้กลายเป็น บทเรียนสำคัญ ที่ไทยต้องเรียนรู้ โดยรัฐบาลต้องเร่งทำ EIA/EHIA อย่างเข้มงวด และดำเนินการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Social License) อย่างโปร่งใส เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางสังคมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
โอกาสตลาดใหม่จากอินเทอร์เน็ต LEO และการท่องเที่ยวอวกาศ
ท่าอวกาศยานจะเปิดประตูสู่ตลาดแห่งอนาคต โดยเฉพาะตลาดดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) สำหรับให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและระบบ Internet of Things (IoT) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลในพื้นที่ห่างไกล และเป็นประโยชน์ต่อภาคเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture)
นอกจากนี้ การท่องเที่ยวอวกาศ (Space Tourism) ก็เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง เช่น การท่องเที่ยวด้วยบอลลูนบรรยากาศชั้นสูงได้เล็งไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายการขยายตลาด ซึ่งสอดคล้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งของประเทศ ตัวท่าอวกาศยานเองก็สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและศูนย์การเรียนรู้ (Edutainment) ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด คือ รัฐบาลต้องเร่งผลักดันกฎหมายอวกาศให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว และพัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมอวกาศเพื่อผลิตบุคลากรทักษะสูง รองรับความต้องการที่คาดว่าจะสูงถึง 500-1,000 อัตรา ในทศวรรษหน้า หากสามารถบูรณาการความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่าอวกาศยานแห่งนี้จะกลายเป็น "เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่" ที่ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
