"วางมือถือลงบ้าง" ช่วยเยียวยาจิตใจ สลัดความเหงา และความรู้สึกโดดเดี่ยวให้จางลงได้

โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือช่วยให้เราเชื่อมต่อกับผู้คนได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว และกว้างขวาง แต่คุณเคยรู้สึกไหมว่า บางที ยิ่งใช้เวลาบนโลกโซเชียลมากเรากลับยิ่งเหงา
งานวิจัยทางจิตวิทยาจำนวนมากพบว่าคนที่ใช้โซเชียลมีเดียมากมักรายงานว่ารู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวทางสังคมมากกว่าคนที่ใช้โซเชียลมีเดียน้อย (Zheng et al., 2022) ซึ่งอาจเป็นเพราะการใช้เวลาในโซเชียลมีเดียไปแย่งเวลาที่ควรอยู่กับครอบครัวและเพื่อนไป
แต่งานวิจัยที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยแบบสหสัมพันธ์ คือเก็บข้อมูลปริมาณการใช้โซเชียลมีเดียกับความเหงาในแบบสอบถามฉบับเดียวกัน จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าการใช้โชเชียลมีเดียเกิดก่อนและเป็นสาเหตุทำให้เหงา ตรงกันข้ามอาจเป็นเพราะคนที่เหงาและห่างเหินจากเพื่อนและครอบครัวอยู่ก่อนแล้วจึงหันไปใช้เวลาในโซเชียลมีเดียเยอะก็ได้
ทีมนักจิตวิทยาและกุมารแพทย์ชาวแคนาดา (Goldfield et al., 2024) จึงทำการทดลองเชิงประจักษ์เพื่อทดสอบว่า การใช้โซเชียลมีเดียเป็นสาเหตุให้เกิดความเหงาจริงหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น การลดใช้โซเชียลมีเดียต้องช่วยลดความเหงาลง โดยเฉพาะเยาวชนที่เผชิญกับความวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้าที่เปราะบางและเสี่ยงที่จะมีความรู้สึกเหงาได้ง่าย
ทีมวิจัยทำการทดลองแบบมีกลุ่มควบคุม (randomized control trial – RCT) กับเยาวชนอายุ 17-25 ปีชาวแคนาดามากกว่า 200 คน ที่รายงานว่ามีอาการวิตกกังวลหรือซึมเศร้าอยู่แล้ว สัปดาห์แรกของการทดลองเป็นการเก็บข้อมูลเบื้องต้นเพื่อเปรียบเทียบ (baseline) ผู้เข้าร่วมการทดลองทุกคนตอบแบบประเมินความรู้สึกเหงา และถ่ายภาพหน้าจอโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่แสดงสถิติการใช้งานแอพพลิเคชั่นโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ส่งให้ทีมวิจัยทุกวัน โดยค่าเฉลี่ยการใช้โซเชียลมีเดียของกลุ่มตัวอย่างอยู่ที่วันละ 2.5 ชั่วโมง
จากนั้นกลุ่มตัวอย่างถูกสุ่มแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งใช้โซเชียลมีเดียไปตามปกติ ส่วนอีกกลุ่มถูกขอให้จำกัดการใช้โซเชียลมีเดียไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 สัปดาห์ โดยเก็บข้อมูลสถิติการใช้งานแอพพลิเคชั่นโซเชียลมีเดียของทั้งสองกลุ่มต่อเนื่องเพื่อตรวจสอบว่ามีปริมาณการใช้โซเชียงมีเดียวต่างกันจริง และประเมินความเหงาเมื่อสิ้นสุดการทดลอง
ผลการวิจัยพบว่า เยาวชนในกลุ่มที่ลดเวลาใช้โซเชียลมีเดียมีระดับความเหงาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม โดยพบผลพอ ๆ กันไม่ว่าจะเป็นเยาวชนชายหรือหญิง และไม่ว่าจะเป็นคนที่มีแนวโน้มชอบเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นบนโลกออนไลน์มากหรือน้อย
ผลที่พบนี้ท้าทายความเชื่อเดิมที่ว่ามีเพียงบางกลุ่ม เช่น ผู้หญิงหรือคนที่ชอบเปรียบเทียบตนเองเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากการใช้โซเชียลมีเดีย อันที่จริง แทบทุกคนอาจได้ประโยชน์จากการใช้โซเชียลมีเดียให้น้อยลง โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพจิตใจเปราะบาง
กลไกที่ทำให้การลดใช้โซเชียลมีเดียช่วยลดความเหงาได้ สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎี Behavioral displacement theory ที่มีสมมุติฐานว่า เวลาที่อยู่บนโซเชียลมีเดียไปแย่งเวลาที่จะได้ปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับบุคคลสำคัญ ๆ ในชีวิตเช่นเพื่อนและครอบครัว โดยมีงานวิจัยที่พบว่า การลดใช้โซเชียลมีเดียมีผลให้ปฏิสัมพันธ์กับคนใกล้ตัวเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น (Allcott et al., 2020) และเยาวชนที่มีความสัมพันธ์กับครอบครัวดีมีสัดส่วนที่รายงานว่าเหงาและโดดเดี่ยวน้อยกว่าเยาวชนที่มีความสัมพันธ์ไม่ดีกับครอบครัว (ทิพย์นภา หวนสุริยาและคณะ 2568)
ถ้าอย่างนั้น สำหรับคนที่รู้สึกเหงาและสงสัยว่าจะได้รับผลกระทบจากการใช้โซเชียลมีเดียอยู่เป็นประจำ จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างไรดี?
แทนที่จะหักดิบเลิกใช้โซเชียลมีเดียไปเลย แนวทางที่เป็นไปได้มากกว่า คือ เริ่มจากเช็กเวลาใช้โซเชียลมีเดียของตัวเองว่าโดยเฉลี่ยเราใช้เวลากันมันมากแค่ไหน แล้วตั้งเป้าค่อย ๆ ลดทีละน้อย เช่น สัปดาห์นี้จะลดลงครึ่งชั่วโมง สัปดาห์หน้าลดลงอีกครื่งชั่วโมง เป็นต้น โดยกำหนดช่วงเวลาที่จะลดการใช้โซเชียลมีเดียให้เจาะจงชัดเจน เช่น ก่อนนอน ระหว่างรับประทานอาหาร และใช้เวลาที่ได้คืนมาเงยหน้าขึ้นพูดคุย โทรหา นัดเจอ ทำกิจกรรมร่วมกับคนรอบข้างให้มากขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
