คนรุ่นใหม่ตกงานพุ่ง AI-ศึกการค้าซ้ำเติม

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เพิ่งเผยแพร่รายงานแนวโน้มการจ้างงานและสังคม ปี 2569 (Employment and Social Trends 2026) ฉบับล่าสุด โดยระบุว่า คุณภาพด้านการจ้างงานทั่วโลกไม่คืบหน้ามากนักในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งในระหว่างปี 2558-2568 สัดส่วนแรงงานที่อยู่ในเกณฑ์ยากจนสุดขั้ว (extreme poverty) หรือมีรายได้ต่ำกว่าวันละ 3 ดอลลาร์ อยู่ที่ร้อยละ 7.9 ลดลงเพียงร้อยละ 3.1 นับเป็นตัวเลขที่น้อยมากเทียบกับการลดลงในอัตราร้อยละ 15 ในช่วงทศวรรษก่อนหน้า หมายความว่ายังมีแรงงาน 284 ล้านคนอาศัยอยู่ในเกณฑ์ยากจนสุดขั้ว นอกจากนี้ อัตราการจ้างงานนอกระบบทั่วโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พลิกกลับจากที่เคยลดลงในช่วงทศวรรษก่อนหน้า ประเมินว่า ภายในปี 2569 จะมีแรงงาน 2.1 พันล้านคนทำงานนอกระบบ ซึ่งมักเป็นงานที่ไม่ค่อยมีคุณภาพเนื่องจากความปลอดภัย รวมถึงการเข้าถึงสิทธิและการคุ้มครองทางสังคมที่จำกัด
อัตราการว่างงานยังคงทรงตัว แม้ว่าเศรษฐกิจโลกและตลาดแรงงานสามารถรองรับแรงกระแทกท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นและนโยบายเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ILO ประเมินว่า ในปี 2568 อัตราการว่างงานทั่วโลกน่าจะแตะที่ร้อยละ 4.9 เท่า ๆ กับเมื่อปี 2567 และมีแนวโน้มจะอยู่ที่ระดับดังกล่าวทั้งในปีนี้และปีหน้า คิดเป็นจำนวนผู้ว่างงานทั้งหมดราว 186-187 ล้านคน แต่สถานการณ์การว่างงานในแต่ละภูมิภาคจะแตกต่างกันไป โดยลาตินอเมริกาและแคริบเบียนมีแนวโน้มที่อัตราการว่างงานโดยรวมจะลดลงในระยะกลาง ขณะที่อัตราการว่างงานในอเมริกาเหนือมีแนวโน้มจะแย่ลง
สำหรับตัวเลขการจ้างงานทั่วโลก ซึ่งคาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 1.0 ในปี 2569 ถือเป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทศวรรษก่อนหน้าเล็กน้อย โดยการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การจ้างงานแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ทั้งนี้ การจ้างงานในประเทศที่มีรายได้สูงมีแนวโน้มลดลงในปีนี้ จากที่เคยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1.1 ต่อปี ในระหว่างปี 2553-2562 ส่วนประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง (upper-middle-income) คาดว่าการจ้างงานจะขยายตัวเพียงร้อยละ 0.5 เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์ ด้านประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ (lower-middle-income) คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 1.8 เพราะจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นและกลุ่มคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่เข้าสู่ตลาดแรงงาน และการจ้างงานในประเทศรายได้ต่ำน่าจะขยายตัวร้อยละ 3.1 เพิ่มขึ้นจากอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 2.3 ในระหว่างปี 2553-2562
ขณะที่คนรุ่นใหม่เผชิญความท้าทายในตลาดแรงงานมากที่สุด สะท้อนจากเมื่อปี 2568 อัตราการว่างงานของคนรุ่นใหม่ทั่วโลกอยู่ที่ร้อยละ 12.4 หรือมีจำนวนถึง 67.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่อัตราว่างงานของคนรุ่นใหม่อยู่ที่ร้อยละ 12.3 หรือราว 66.2 ล้านคน นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่คนรุ่นใหม่จะเผชิญกับอัตราว่างงานที่ทรงตัวในระดับร้อยละ 12.3 ทั้งในปีนี้และปีหน้า ส่งผลให้จำนวนคนรุ่นใหม่ที่ว่างงานรวมทั้งโลกอยู่ที่ 67.5 ล้านคนในปีนี้ และ 68 ล้านคนในปีหน้า
ในขณะที่สัดส่วนของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้เรียน ไม่ได้ทำงาน หรือไม่ได้รับการฝึกอบรมทักษะ (Not in Education, Employment, or Training-NEET) ในปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 20 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 19.9 ในปีก่อนหน้า ซึ่งเท่ากับคนรุ่นใหม่ทั่วโลก 257 ล้านคนพลาดโอกาสในการได้รับความรู้และประสบการณ์ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต น่าสังเกตว่า คนรุ่นใหม่ที่อยู่ในภาวะ NEET พลิกกลับมาอยู่ในขาขึ้นอีกครั้ง หลังจากปี 2566 ที่แตะระดับต่ำสุดที่ร้อยละ 19.7 และคาดว่าแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ากังวล โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งอัตรา NEET ของคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มแตะร้อยละ 27.9 ในปี 2570 สูงกว่ากันถึงร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับประเทศรายได้สูงที่มีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ 11.0
แม้ว่าการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นจะเพิ่มโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงงานที่ดีกว่าได้ง่ายขึ้น แต่ก็ไม่ได้นำไปสู่อัตราการว่างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ลดลงเสมอไป ในกรณีของประเทศรายได้สูง คนรุ่นใหม่ที่มีวุฒิการศึกษาระดับสูงจะมีอัตราการว่างงานที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับคนที่มีวุฒิการศึกษาต่ำกว่า แต่รูปแบบดังกล่าวไม่เป็นจริงในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาระดับสูงมักเผชิญกับอัตราการว่างงานที่สูงกว่า ส่วนใหญ่เกิดจากระดับการศึกษาไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ดังนั้น การมีวุฒิการศึกษาสูง หากได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากครอบครัว ก็มักทำให้คนรุ่นใหม่ในประเทศเหล่านี้รอคอยงานที่ได้ค่าตอบแทนสูงกว่า เช่น งานภาครัฐหรืองานในต่างประเทศ ซึ่งมีจำนวนจำกัด ในทางตรงกันข้าม คนรุ่นใหม่ที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่า ซึ่งมักมาจากครอบครัวที่ไม่ได้มีความพร้อมด้านการเงินมากนัก มีแนวโน้มจะคว้าโอกาสในการทำงานตรงหน้ามากกว่า แม้จะเป็นงานนอกระบบก็ตาม
เมื่อไม่นานมานี้ทั่วโลกเริ่มเกิดความกังวลเกี่ยวกับการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อาจส่งผลกระทบต่อแรงงานรุ่นใหม่ โดยเฉพาะผู้ที่กำลังมองหางานทักษะสูงเป็นครั้งแรกในชีวิตการทำงาน โดยในกรณีของประเทศที่มีรายได้สูง มีข้อมูลสะท้อนว่า คนรุ่นใหม่อายุ 15-24 ปีที่มีการศึกษาสูงอาจเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้นในการเข้าสู่ตลาดงาน เนื่องจากการใช้งาน AI เพราะคนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงจะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติมากกว่ากลุ่มคนที่มีการศึกษาในระดับต่ำกว่า แม้ว่าผลกระทบทั้งหมดจาก AI ต่อการจ้างงานคนรุ่นใหม่ยังไม่สามารถประเมินได้แน่นอน แต่ก็ควรจับตามองอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับขนาดของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมา
รายงานอ้างอิงผลสำรวจล่าสุดจากประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่พบว่า คนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาสูงมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับการถูกแทนที่ด้วย AI ในขณะที่แรงงานอายุมากกว่าอาจมีเกราะป้องกันจากตำแหน่งหน้าที่และความอาวุโส โดยความเสี่ยงของการถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติจะสูงขึ้นในกลุ่มคนอายุ 15 ถึง 24 ปีที่มีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีการศึกษาน้อยกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนรุ่นใหม่การศึกษาสูงมักทำงานในอาชีพที่เสี่ยงต่อการใช้ AI มากกว่า ความเสี่ยงดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนสุดในประเทศรายได้สูง ซึ่งไม่คำนึงถึงอายุหรือระดับการศึกษา สะท้อนถึงโครงสร้างด้านอาชีพและลักษณะงานเฉพาะของประเทศเหล่านั้น ในทางตรงกันข้าม คนรุ่นใหม่และแรงงานวัยผู้ใหญ่ในประเทศรายได้ต่ำมีความเสี่ยงน้อยกว่า เนื่องจากประเทศเหล่านี้ยังพึ่งพาเกษตรกรรมและมีงานที่ใช้ AI ทำน้อยกว่า
อีกปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลต่อตลาดแรงงาน คือ การหยุดชะงักที่เกิดจากความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าโลก ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงระยะยาวในระบบการค้าโลก แบบจำลองของ ILO พบว่า ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายการค้าที่เพิ่มขึ้นในระดับปานกลางอาจทำให้ผลตอบแทนสำหรับแรงงานลดลง และส่งผลให้ค่าจ้างที่แท้จริงของทั้งแรงงานทักษะสูงและแรงงานไร้ทักษะลดลงในแทบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ขณะที่การสูญเสียรายได้จะกระทบมากสุดในภูมิภาคที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลกอย่างลึกซึ้ง อย่างกรณีของอาเซียนอาจสูงถึงร้อยละ 0.45 ส่วนยุโรปและเอเชียใต้อาจอยู่ที่ร้อยละ 0.3
ดัชนีความไม่แน่นอน (Uncertain Index) ในส่วนของความเสี่ยงทางการเงิน เศรษฐกิจ และนโยบาย ขยับแตะระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วงครึ่งแรกของปีที่แล้ว และในเดือนกันยายนแตะระดับที่สูงเป็น 2 เท่าของค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2553-2562 ส่วนความไม่แน่นอนด้านการค้าโลกที่กระทบ 200 ประเทศและดินแดน อยู่ใกล้เคียงกับระดับสูงสุด สะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างความไม่แน่นอนระดับโลกและระดับประเทศ
ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจกดดันทั้งการลงทุนและการจ้างงานของบริษัทต่าง ๆ รวมถึงการใช้จ่ายของผู้บริโภค ส่งผลให้ความต้องการบริโภคโดยรวมอ่อนแอลง และสร้างความเสี่ยงเชิงลบต่อตลาดแรงงาน เพราะท่ามกลางแนวโน้มในอนาคตที่ไม่ชัดเจน บริษัทต่าง ๆ มักจะลดตำแหน่งงานว่างหรือระงับการจ้างงานเอาไว้ก่อน
ขณะที่ศักยภาพของการค้าโลกในการสร้างโอกาสการจ้างงานใหม่ก็เผชิญความท้าทายจากความไม่แน่นอนต่าง ๆ ทั้งนี้ ในปี 2567 มีตำแหน่งงานประมาณ 465 ล้านตำแหน่ง ใน 80 ประเทศและดินแดน ซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการด้านการส่งออกสินค้าและบริการ รวมถึงห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง ภูมิภาคเอเอเชีย-แปซิฟิกมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมด อยู่ที่ 278 ล้านตำแหน่ง ตามด้วยยุโรปและเอเชียกลางที่ 96 ล้านตำแหน่ง การจ้างงานที่เชื่อมโยงกับการค้าสะท้อนถึงรูปแบบการค้าโลก ซึ่งภาคบริการมีบทบาทมากขึ้น
โดยสัดส่วนการจ้างงานในภาคบริการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากร้อยละ 35.9 ในปี 2538 อยู่ที่ร้อยละ 48.6 ในปี 2565 ซึ่งสอดคล้องกับความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของภาคบริการในระบบการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 4 ของกระแสการค้าระหว่างประเทศ หนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุด ได้แก่ การค้าบริการผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 14.5 ของการส่งออกทั่วโลกในปี 2567
อย่างไรก็ตาม ILO เสนอแนะว่า ความร่วมมือเพื่อผลักดันการค้าให้เติบโตมากขึ้น รวมถึงการทำให้สถาบันแข็งแกร่งขึ้นเป็นสิ่งจำเป็นในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนงานที่มีคุณภาพ ทั้งที่สถานการณ์เคยดีขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้ ขณะที่การนำ AI มาใช้งานเพิ่มขึ้น ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ต่ำ และการการค้าโลกที่ซบเซา จะทำให้การพัฒนาคุณภาพแรงงานทั่วโลกมีความยากลำบากขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
