รีเซต

ม.นราธิวาส พบสารกว่า 200 ชนิด ในน้ำผึ้งเขียว ต่อยอดยับยั้งเซลล์มะเร็ง 5 ชนิด

ม.นราธิวาส พบสารกว่า 200 ชนิด ในน้ำผึ้งเขียว ต่อยอดยับยั้งเซลล์มะเร็ง 5 ชนิด
TNN ช่อง16
30 ตุลาคม 2569 ( 11:36 )
15

นักวิจัยมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (มนร.) ค้นพบเอกลักษณ์ของ “น้ำผึ้งมรกต” (Emerald Honey) น้ำผึ้งสีเขียวจากผึ้งชันโรงสายพันธุ์อิตามา ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าเสม็ดขาว จังหวัดนราธิวาส โดดเด่นด้วยสีเขียวหลายเฉดและช่วงเวลาเก็บเกี่ยวที่มีเพียงประมาณ 4 เดือนต่อปี ที่สำคัญ ผลการวิเคราะห์พบสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพมากกว่า 200 ชนิด ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากการศึกษาคุณสมบัติด้านสุขภาพ โดยเฉพาะฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและการยับยั้งเซลล์มะเร็งในระดับห้องปฏิบัติการ

ผลงานวิจัยดังกล่าวนำโดย ผศ.ดร.ธนเสฏฐ์ ทองใสเกลี้ยง อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มนร. ร่วมกับนักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์และคณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยพบแหล่งน้ำผึ้งสีเขียวในพื้นที่ป่าเสม็ดขาว อำเภอบาเจาะ อำเภอสุไหงโก-ลก และอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส

ทำไม “น้ำผึ้งมรกต” จึงมีสีเขียว

จุดเริ่มต้นของการค้นพบเกิดจากการสังเกตความเปลี่ยนแปลงของน้ำผึ้งที่ชาวบ้านเก็บเกี่ยวได้ โดยปกติน้ำผึ้งจากผึ้งชันโรงจะมีสีเหลือง แต่ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม กลับพบว่ามีน้ำผึ้งสีเขียวหลายเฉด ตั้งแต่สีเขียวมรกต สีเขียวหยก ไปจนถึงสีเขียวอมเหลือง พร้อมกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์คล้ายต้นเสม็ด

ทีมวิจัยจึงตั้งสมมติฐานว่า น้ำผึ้งสีเขียวอาจมีความเกี่ยวข้องกับน้ำหวานจากดอกเสม็ดขาว ซึ่งเป็นพืชที่พบมากในพื้นที่ป่าพรุบริเวณดังกล่าว

เมื่อเปรียบเทียบสารสกัดจากน้ำหวานดอกเสม็ดขาวกับน้ำผึ้งมรกตด้วยเครื่องแมสสเปกโทรมิเตอร์ พบว่าน้ำผึ้งมรกตมีสารสำคัญมากกว่า 200 ชนิด ขณะที่น้ำหวานจากดอกเสม็ดขาวพบประมาณ 30 ชนิด โดยมีสารที่ตรวจพบตรงกันราว 4-5 ชนิด

อย่างไรก็ตาม กลไกที่ทำให้น้ำผึ้งเกิดสีเขียวยังอยู่ระหว่างการศึกษา โดยนักวิจัยให้ความสนใจกับสารลูมิโครม (Lumichrome) ซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับสีของน้ำผึ้ง รวมถึงกำลังตรวจสอบว่าสารดังกล่าวมาจากพืช หรือเกิดจากกระบวนการทางชีวภาพของผึ้งชันโรง


พบสารต้านอนุมูลอิสระสูง ศึกษาต่อยอดสู่สุขภาพ

ความน่าสนใจของน้ำผึ้งมรกตไม่ได้อยู่ที่สีสันแปลกตาเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่องค์ประกอบทางชีวภาพที่ตรวจพบ โดยมีสารสำคัญหลายชนิด เช่น ลูมิโครม (Lumichrome) ไตรเซติน (Tricetin) เคร็นอล (Krenol) เอมเบลิน (Embelin) และสเปอร์มิดีน (Spermidine)

หนึ่งในคุณสมบัติที่ทีมวิจัยให้ความสำคัญคือฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการลดความเสียหายของเซลล์จากอนุมูลอิสระ และเป็นคุณสมบัติที่นักวิจัยนำมาใช้ศึกษาศักยภาพของน้ำผึ้งชันโรงในด้านสุขภาพ

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบในระดับเซลล์ โดย ดร.วนิตา ปานทอง อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มนร. และทีมวิจัย ได้ทดสอบน้ำผึ้งชันโรงทั้งในรูปแบบบริสุทธิ์และผลิตภัณฑ์แปรรูปกับเซลล์มะเร็ง 5 ชนิด ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่

ผลการทดลองเบื้องต้นพบว่า น้ำผึ้งชันโรงมีแนวโน้มกระตุ้นการตายของเซลล์มะเร็งและยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์ในระดับห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นข้อมูลที่นักวิจัยกำลังศึกษาต่อยอดเพื่อทำความเข้าใจกลไกการออกฤทธิ์ของสารสำคัญแต่ละชนิด

อย่างไรก็ตาม ผลการทดลองดังกล่าวยังเป็นเพียงการศึกษาในระดับเซลล์ ไม่ได้หมายความว่าน้ำผึ้งมรกตสามารถรักษาหรือป้องกันโรคมะเร็งในมนุษย์ได้ ขณะนี้ทีมวิจัยมีแผนศึกษาต่อในสัตว์ทดลอง และประเมินความปลอดภัยรวมถึงประสิทธิภาพก่อนพัฒนาไปสู่การศึกษาในขั้นต่อไป ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 ปี

ส่วนการศึกษาด้านโรคอัลไซเมอร์ นักวิจัยกำลังตรวจสอบสารสำคัญและโครงสร้างทางเคมีที่อาจเกี่ยวข้องกับกลไกการป้องกันความเสียหายของเซลล์ประสาท แต่ยังต้องมีหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลดังกล่าว


จากงานวิจัยสู่การสร้างรายได้ให้ชุมชน

นอกจากคุณค่าทางวิทยาศาสตร์ น้ำผึ้งมรกตยังเป็นต้นแบบการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) เพื่อขยายการเลี้ยงผึ้งชันโรงและสร้างอาชีพให้ครัวเรือนที่มีรายได้น้อย

โครงการได้ถ่ายทอดความรู้ตั้งแต่การเลี้ยงผึ้ง การดูแลรัง การเก็บน้ำผึ้ง ไปจนถึงการแปรรูปและบรรจุผลิตภัณฑ์ มีครัวเรือนเข้าร่วม 175 ครัวเรือน รวม 795 คน ส่งผลให้รายได้ของครัวเรือนกลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้นจากประมาณ 30,000 บาทต่อปี เป็น 54,000 บาทต่อปี

ขณะเดียวกัน ยังมีการต่อยอดน้ำผึ้งชันโรงเป็นผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบ เช่น ผงชงดื่มผสมคอลลาเจน ผลิตภัณฑ์บรรจุแคปซูล สเปรย์พ่นคอ และเซรั่มสำหรับดูแลผิวพรรณ พร้อมพัฒนาระบบรับรองคุณภาพน้ำผึ้งแต่ละล็อต โดยมีห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยช่วยตรวจสอบคุณสมบัติและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระก่อนส่งต่อให้ภาคเอกชน

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังส่งเสริมการปลูกต้นเสม็ดขาวและการจัดการแหล่งอาหารของผึ้ง เพื่อรักษาระบบนิเวศป่าพรุ ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญในการผลิตน้ำผึ้งมรกตให้เกิดความยั่งยืน

การค้นพบน้ำผึ้งมรกตจึงเป็นอีกตัวอย่างของการนำทรัพยากรท้องถิ่นมาต่อยอดด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม ทั้งในมิติของอาหารและสุขภาพ ตลอดจนการสร้างอาชีพให้ชุมชน อย่างไรก็ตาม แม้ผลการศึกษาด้านสารต้านอนุมูลอิสระและการยับยั้งเซลล์มะเร็งจะมีความน่าสนใจ แต่ยังจำเป็นต้องผ่านการศึกษาทางวิทยาศาสตร์อีกหลายขั้นตอน ก่อนจะสรุปถึงประโยชน์หรือประสิทธิผลต่อสุขภาพของมนุษย์ได้อย่างชัดเจน

อ่านข้อมูลต้นฉบับ https://www.pnu.ac.th/news/%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%A3-%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1/?utm_source=chatgpt.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง