อดีตนักกีฬา NFL 3 ใน 4 ที่เสียชีวิตพบโรคสมองเสื่อมจากแรงกระแทกศีรษะซ้ำ ๆ การศึกษาชี้

ผลการศึกษาชิ้นใหม่จากนักวิจัยมหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐฯ ประเมินว่า อดีตนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลลีก NFL ที่เสียชีวิตระหว่างปี 2008-2023 มากถึง 3 ใน 4 คน อาจมีภาวะสมองเสื่อมจากการบาดเจ็บซ้ำ ๆ หรือ CTE (Chronic Traumatic Encephalopathy) ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าผลการศึกษาก่อนหน้านี้ และสะท้อนความเสี่ยงด้านสุขภาพสมองที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาวจากการเล่นกีฬาที่มีการปะทะรุนแรง
การศึกษาดังกล่าวเผยแพร่เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2026 ในวารสาร JAMA Network Open โดยมีเป้าหมายเพื่อประเมินความชุกของภาวะ CTE ในกลุ่มอดีตนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลอาชีพให้ครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงผู้ที่ไม่เคยแสดงอาการผิดปกติหรือไม่ได้บริจาคสมองเพื่อการวิจัย
CTE เป็นโรคทางสมองที่สัมพันธ์กับการได้รับแรงกระแทกบริเวณศีรษะซ้ำ ๆ ซึ่งพบได้ในกีฬาที่มีการปะทะ เช่น อเมริกันฟุตบอล ฟุตบอล และฮอกกี้ นอกจากนี้ ยังมีการตรวจพบภาวะดังกล่าวในสมองของอดีตทหารที่ได้รับแรงระเบิดจากเหตุการณ์รุนแรง รวมถึงผู้ที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว
การบาดเจ็บของสมองซ้ำ ๆ อาจกระตุ้นให้เกิดการสะสมของโปรตีนเทา (Tau) อย่างผิดปกติ ส่งผลให้โครงสร้างและการทำงานของสมองเปลี่ยนแปลง โดยความผิดปกติเหล่านี้อาจเริ่มเกิดขึ้นหลายปีก่อนที่จะแสดงอาการ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่สามารถวินิจฉัย CTE ได้อย่างแน่ชัดในผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยต้องอาศัยการตรวจเนื้อเยื่อสมองหลังเสียชีวิต
ภาวะ CTE มีความเกี่ยวข้องกับอาการหลายอย่างที่พบได้ในผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม เช่น ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล ความจำเสื่อม และการควบคุมพฤติกรรมหรือแรงกระตุ้นได้ลดลง
สำหรับการศึกษาครั้งนี้ ดร.ยอร์กอส ทริโพดิส (Dr. Yorghos Tripodis) และทีมวิจัยจากศูนย์ศึกษา CTE มหาวิทยาลัยบอสตัน ใช้ข้อมูลจากคลังสมอง Understanding Neurologic Injury and Traumatic Encephalopathy ร่วมกับฐานข้อมูล National Death Index เพื่อติดตามอดีตนักกีฬา NFL ที่เสียชีวิตระหว่างเดือนมกราคม 2008 ถึงธันวาคม 2023
จากอดีตนักกีฬา NFL ทั้งหมด 2,362 คนที่เสียชีวิตในช่วงเวลาดังกล่าว มีผู้บริจาคสมองเพื่อการวิจัย 396 คน ในจำนวนนี้ตรวจพบ CTE จำนวน 362 คน หรือคิดเป็น 93.5% โดยเกือบ 70% ของอดีตนักกีฬาที่อยู่ในการศึกษามีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไปเมื่อเสียชีวิต
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยพบข้อจำกัดสำคัญว่า ผู้ที่บริจาคสมองอาจเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าประชากรทั่วไป เนื่องจากครอบครัวอาจสังเกตเห็นความผิดปกติด้านความจำหรือพฤติกรรมก่อนเสียชีวิต จึงตัดสินใจบริจาคสมองเพื่อการศึกษา
เมื่อวิเคราะห์ใบมรณบัตรของอดีตนักกีฬาทั้งหมด พบว่า ผู้ที่มีอาการทางความคิดและการรับรู้ที่เกี่ยวข้องกับภาวะสมองเสื่อม มีโอกาสได้รับการบริจาคสมองเพื่อการวิจัยมากกว่าผู้ที่ไม่มีอาการถึง 5 เท่า อีกทั้งสมองที่ได้รับบริจาคมีแนวโน้มมาจากครอบครัวของนักกีฬาที่แสดงอาการมากกว่า หรือเสียชีวิตในวัยที่น้อยกว่า
ทีมวิจัยจึงนำปัจจัยดังกล่าวมาปรับคำนวณ เพื่อประเมินอัตราการพบ CTE ในกลุ่มอดีตนักกีฬา NFL ทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่บริจาคสมอง ซึ่งผลการศึกษาประเมินว่า อดีตนักกีฬาที่เสียชีวิตในช่วงปี 2008-2023 ประมาณ 3 ใน 4 คน อาจมีภาวะ CTE
ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าผลการศึกษาอีกชิ้นที่เผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งประเมินว่า อย่างน้อย 1 ใน 4 ของอดีตนักกีฬา NFL ที่เสียชีวิตระหว่างปี 2016-2021 มีภาวะ CTE โดยการศึกษาก่อนหน้านั้นใช้ข้อมูลใบมรณบัตรเปรียบเทียบกับจำนวนผู้บริจาคสมองที่ได้รับการยืนยันว่ามี CTE
ด้าน ดร.เรเชล กราโชว์ (Dr. Rachel Grashow) นักวิทยาศาสตร์วิจัยอาวุโสจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษาครั้งนี้ ระบุว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือเหตุผลที่ครอบครัวตัดสินใจบริจาคสมอง หากไม่สามารถควบคุมปัจจัยที่ทำให้เกิดการเลือกบริจาคได้ การคำนวณอัตราความชุกของโรคก็อาจคลาดเคลื่อน
นอกจากนี้ ยังต้องแยกความแตกต่างระหว่างการตรวจพบ CTE กับการมีภาวะสมองเสื่อม เนื่องจาก CTE เป็นภาวะที่ตรวจพบการสะสมของโปรตีนเทาในบริเวณเฉพาะของสมอง โดยแบ่งความรุนแรงออกเป็น 4 ระยะ ตั้งแต่ระยะที่ 1 ถึง 4 ขณะที่งานวิจัยพบความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมสูงขึ้นในผู้ที่มี CTE ระยะที่ 3 และ 4
ดร.จูลี สแตมม์ (Dr. Julie Stamm) อาจารย์ด้านคลินิกจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานวิจัย กล่าวว่า เธอรู้สึกประหลาดใจกับตัวเลขผู้ที่คาดว่ามี CTE ซึ่งยังอยู่ในระดับสูง แม้ทีมวิจัยจะปรับปัจจัยความเอนเอียงจากการบริจาคสมองแล้วก็ตาม
เธอยังเสนอว่า NFL ควรให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัยตั้งแต่ระดับเยาวชน เช่น การลดหรือหลีกเลี่ยงการปะทะระหว่างการฝึกซ้อม โดยมองว่าการลดจำนวนครั้งของแรงกระแทกที่ศีรษะสะสมตลอดช่วงชีวิต อาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิด CTE ในอนาคตได้
ขณะที่ NFL ระบุว่า ลีกให้ความสำคัญกับการทำให้กีฬาอเมริกันฟุตบอลมีความปลอดภัยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้มาตรการลดการกระทบกระเทือนทางสมองและแรงกระแทกบริเวณศีรษะ รวมถึงการเพิ่มทรัพยากรเพื่อดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตของอดีตนักกีฬา พร้อมสนับสนุนให้ผู้เล่นเข้ารับการตรวจและรักษาเมื่อมีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพ
ทั้งนี้ ดร.ทริโพดิส ย้ำว่า งานวิจัยยังมีข้อจำกัดและไม่สามารถขจัดความเอนเอียงในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างได้ทั้งหมด อีกทั้งผลการศึกษาไม่สามารถนำไปใช้แทนประชากรกลุ่มอื่นนอกเหนือจากอดีตนักกีฬา NFL ได้โดยตรง ที่สำคัญ การตรวจพบ CTE ในสมองไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องมีอาการผิดปกติทางสมองหรือพัฒนาสู่ภาวะสมองเสื่อมรุนแรง
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยมองว่า การมีข้อมูลประมาณการความชุกของ CTE ที่ครอบคลุมมากขึ้น จะช่วยผลักดันการลงทุนด้านการวิจัย ทั้งการพัฒนาเกณฑ์วินิจฉัยโรคในผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ และการออกแบบการทดลองทางคลินิกเพื่อค้นหาแนวทางรักษาโรคในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
