สนพ.ต่อยอด อุตฯปิโตรเคมี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

สนพ.ต่อยอด อุตฯปิโตรเคมี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
TNN ช่อง16
5 มีนาคม 2564 ( 07:36 )
30
สนพ.ต่อยอด อุตฯปิโตรเคมี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ในเวทีสัมมนารับฟังความคิดเห็น “โครงการศึกษากรอบแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 4 ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกและพื้นที่ที่มีศักยภาพเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต”  นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)  กล่าวว่า  ปิโตรเคมีมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่ก่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกมากมาย  ที่ผ่านมา ไทยมีการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมานานกว่า 40 ปี และเป็นอุตสาหกรรมแรกของประเทศที่มีแผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ปี 2523 อยู่ในการพัฒนาระยะที่ 4 ในช่วงปี 2561-2580


นอกจากนี้ ประเทศไทยได้กำหนดการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ในอนาคต เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยภายใต้แนวคิด Thailand 4.0 ผ่านโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก  หรือ อีอีซี ซึ่งต้องอาศัยการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างฐานการผลิตวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมใหม่ อีกทั้ง ไทยยังมีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เคมีและพลาสติกที่มีคุณสมบัติพิเศษมากขึ้น และมีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา ไทยต้องนำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในรูปแบบเคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติกหรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในระยะต่อไป จำเป็นที่จะต้องต่อยอดพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเพิ่มเติมจากฐานที่มีในปัจจุบันเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคต


ทั้งนี้ สนพ. มอบหมายให้สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (PTIT) เป็นที่ปรึกษาดำเนินโครงการศึกษากรอบแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 4 ในพื้นที่ อีอีซี  และพื้นที่อื่นที่มีศักยภาพเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต หรือการจัดทำแผนพัฒนาปิโตรเคมีระยะที่ 4 เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน และสร้างฐานทางเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ


การจัดสัมมนาเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของโครงการศึกษากรอบแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 4 เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคตที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ โดยใช้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นแกนหลัก กระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง


ข่าวที่เกี่ยวข้อง