รีเซต

“ยุโรป” ร้อนขั้นวิกฤต สะเทือนเศรษฐกิจ

“ยุโรป” ร้อนขั้นวิกฤต สะเทือนเศรษฐกิจ
TNN ช่อง16
8 กรกฎาคม 2569 ( 10:54 )
14

“ยุโรป” เผชิญคลื่นความร้อนต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และมีแนวโน้มจะดำเนินต่อไปในเดือนนี้ โดยอุณหภูมิในหลายพื้นที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ทะลุ 40 องศาเซลเซียสทั้งในเยอรมนี สาธารณรัฐเช็ก โปแลนด์ รวมถึงฝรั่งเศสที่ปกติอุณหภูมิเฉลี่ยแถว 29.8 องศาเซลเซียส กลับพุ่งสูงถึง 44 องศาเซลเซียสในบางเมือง ซึ่งในบางประเทศ เมื่อเทียบอุณหภูมิร้อนสุดในเดือนมิถุนายนระหว่างสถิติเก่าและใหม่ ต่างกันราว 2-3 องศาเซลเซียส อาทิ สาธารณรัฐเช็ก ฮังการี และเยอรมนี สภาพอากาศที่ร้อนจัดดังกล่าวส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากเจ็บป่วย และคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 4,000 คนในปีนี้ นอกจากนี้ ยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ รางรถไฟโก่งงอจนต้องระงับให้บริการ


ถึงขณะนี้คลื่นความร้อนได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 4,000 รายทั่วยุโรป โดยทางการ “ฝรั่งเศส” รายงานว่า อัตราการเสียชีวิตจริงเทียบกับจำนวนที่คาดการณ์ไว้ หรืออัตราการเสียชีวิตส่วนเกิน (excess death) 2,025 ราย ในช่วงสัปดาห์วันที่ 22-28 มิถุนายน เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปคิดเป็นร้อยละ 85 ของผู้เสียชีวิตจากอากาศร้อนจัด ด้าน “เบลเยียม” มีอัตราการเสียชีวิตส่วนเกิน 1,222 ราย ระหว่างวันที่ 18-29 มิถุนายน ส่วน “สเปน” อยู่ที่ 1,029 รายในเดือนมิถุนายน และ “เนเธอร์แลนด์” รายงานตัวเลขดังกล่าวที่ 480 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้เสียชีวิตจริงอาจมากกว่านี้


ขณะเดียวกันก็มีรายงานเหตุไฟป่าที่โหมกระหน่ำหลายพื้นที่ทางตอนใต้ของยุโรป ทั้งโปรตุเกส สเปน ฝรั่งเศส กรีซ และหลายประเทศ โดยมีพื้นที่ถูกไฟป่าเผาทำลายไปแล้วกว่า 125,000 ไร่ หรือคิดเป็น 3 เท่าของเกาะแมนฮัตตันในสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงของประเทศต่าง ๆ กำลังเร่งดับไฟป่า แต่สภาพอากาศร้อนจัดทำให้การควบคุมเพลิงเป็นไปได้อย่างยากลำบาก


อุณหภูมิโลกขยับสูงขึ้นในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์ แต่สภาพทางภูมิศาสตร์ในแต่ละท้องถิ่นหรือภูมิภาคมีผลต่อความเร็วของอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น กรณีของยุโรปเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อนบ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากมีลักษณะแบบ “โดมความร้อน” ที่กักเก็บความร้อนไว้ในพื้นที่จำกัดเป็นเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ 


ที่จริงแล้วโดมความร้อนไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การเปลี่ยนแปลงระดับอุณหภูมิของยุโรปทำให้รูปแบบเดียวกันกลับส่งผลให้อุณหภูมิสูงกว่าเมื่อหลายสิบปีก่อนมาก ซึ่งเป็นผลจากภาวะโลกร้อนที่ส่งผลต่อรูปแบบสภาพอากาศสุดขั้วแบบใหม่ที่เกิดจากมลพิษที่สร้างไว้ในอดีต ประกอบกับยุโรปกำลังร้อนขึ้นเร็วกว่าส่วนอื่น ๆ ของโลกประมาณ 2 เท่า ช่องว่างระหว่างอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกกับยุโรปจึงมีแนวโน้มที่จะกว้างขึ้นเรื่อย ๆ หมายความว่าไม่ว่าโลกจะเผชิญกับอะไรโดยเฉลี่ยในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า ยุโรปก็มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบก่อนและรุนแรงกว่า


จากการวิเคราะห์ของสำนักข่าว AFP ชี้ว่า ประชากรยุโรป 410 ล้านคน หรือมากกว่า 2 ใน 3 ของทั้งหมด เผชิญกับอุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสในช่วงที่เกิดคลื่นความร้อน ส่วนข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตในยุโรปมากกว่า 200,000 คนในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัด

สภาพอากาศร้อนจัดกำลังกลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในระดับโครงสร้างของยุโรป โดยภาวะเครียดจากความร้อน (heat stress) เพิ่มขึ้นถึง 7 เท่าตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ในขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตเฉลี่ยต่อเหตุการณ์เพิ่มขึ้น 5 เท่า สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างต่าง ๆ อาทิ ประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น อาคารในเมืองที่คนอยู่หนาแน่นออกแบบมาสำหรับกักเก็บความร้อนท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเย็น ขณะที่ระบบการทำความเย็นมีน้อยมาก ยุโรปมีอัตราการใช้เครื่องปรับอากาศเพียงร้อยละ 19 เทียบกับในสหรัฐฯ ที่อยู่ที่ร้อยละ 90


“อลิอันซ์ เทรด” ในเครือ “อลิอันซ์” (Allianz) กลุ่มบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินและประกันภัยระดับโลก เผยแพร่รายงานล่าสุด โดยจำลองสถานการณ์ในปีที่สภาพอากาศร้อนที่สุด 5 ปีของแต่ละประเทศในช่วงระหว่างปี 2557-2567 และนำมาเรียงลำดับจากน้อยไปมากจากปี 2569-2573 พบว่า ผลกระทบต่อ GDP สะสมอาจสูงถึงร้อยละ 5-7 ซึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ฝรั่งเศส จะกระทบ GDP คิดเป็นมูลค่า 2.4 แสนล้านดอลลาร์ ตามด้วยญี่ปุ่น 3.54 แสนล้านดอลลาร์, อิตาลี 1.47 แสนล้านดอลลาร์, เยอรมนี 1.31 แสนล้านดอลลาร์ และสเปน 1.2 แสนล้านดอลลาร์ 


น่าสังเกตว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวภายใต้ภาวะอากาศร้อนจัดอาจส่งผลให้การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (fixed capital) ลดลงมากกว่าการบริโภคที่ชะลอตัวในระยะสั้น ซึ่งจะกระทบ GDP ถึงร้อยละ 8 และส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ ยังอาจเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน (stagflation) ราคาสินค้าจะสูงขึ้นควบคู่ไปกับการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ทำให้หน่วยงานด้านนโยบายการเงินต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงในยูโรโซนที่ต้องใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยเดียวกันภายใต้ธนาคารกลางยุโรป ในขณะที่แต่ละประเทศมีความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศแตกต่างกันอย่างมาก


เขตเศรษฐกิจที่เปราะบางจะเผชิญความเสี่ยงทางการคลังมากสุด เพราะการหายไปของ GDP จากสภาพอากาศร้อนจัดส่งผลให้รายได้จากภาษีลดลง ซึ่งในฝรั่งเศสรายได้จากภาษีอาจหายไปร้อยละ 1.8 ส่วนอิตาลีและสเปนหายไปร้อยละ 1.3 ด้านเยอรมนีหายไปร้อยละ 0.7 ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพ และการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับอากาศร้อน ทำให้รายจ่ายของรัฐบาลเพิ่มขึ้น อิตาลีและสเปนมีความเสี่ยงจะที่การขาดดุลงบประมาณจะเกินข้อจำกัดของสหภาพยุโรป (EU) ที่อยู่ที่ร้อยละ 3 ของ GDP และฝรั่งเศสที่ขาดดุลงบประมาณในระดับร้อยละ 4.9 ของ GDP อยู่แล้วก็จะเผชิญกับแรงกดดันจากอากาศร้อนจัดเพิ่มเติมอีกร้อยละ 2.2 


“โรเบิร์ต มาร์กส์” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศของ Oxford Economics ระบุว่า อุณหภูมิที่สูงกว่า 30 องศาเซลเซียส ไปจนกว่า 40 องศาเซลเซียส มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การลดลงของ GDP และกระทบแรงงานโดยตรงในภาคการก่อสร้าง เกษตรกรรม การผลิต การค้าปลีก การบริการ และภาคส่วนอื่น ๆ ที่ไม่สามารถจัดหาสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยได้ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 35 ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในยุโรปตะวันตก และร้อยละ 27 ในอังกฤษ ดังนั้น หากเกิดคลื่นความร้อน 4 วัน ก็อาจลดการเติบโตของผลิตภาพแรงงานรายไตรมาสลงร้อยละ 2 ในยุโรปตะวันตก และร้อยละ 1.5 ในอังกฤษ


ผลการศึกษาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) คาดว่า ภาคเกษตรกรรมและการก่อสร้างจะได้รับผลกระทบมากที่สุดในยุโรปตะวันตก ยุโรปเหนือ และยุโรปใต้ ภายในปี 2573 ส่วนรายงานของ “อลิอันซ์” ระบุว่า ผลกระทบต่อแรงงานจะทำให้ผลผลิตต่อชั่วโมงลดลงราว 1.3 ดอลลาร์ สำหรับทุก ๆ องศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้นในช่วง 30-35 องศาเซลเซียส ซึ่งจะกระทบต่อกำไรของบริษัท ก่อนจะส่งผลต่อรายได้ของพนักงานและการบริโภคของครัวเรือน นอกจากนี้ ต้นทุนพลังงานของบริษัทก็เพิ่มขึ้น สวนทางกับผลผลิตที่ลดลงของแรงงาน

“เยอรมนี” เป็นหนึ่งในประเทศยุโรปที่เผชิญผลกระทบอย่างรุนแรงจากคลื่นความร้อนรุนแรง ซึ่งกระทบต่อผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง อาทิ งานก่อสร้าง เกษตรกรรม หรือจัดส่งสินค้า สุขภาพของแรงงานเหล่านี้จะได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูง จากข้อมูลของกระทรวงแรงงานเยอรมนี พบว่า การลาป่วยของแรงงานเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 3.5 ในวันที่อุณหภูมิสูงเกิน 30 องศาเซลเซียส และการลาป่วยจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 6 ในช่วงที่เกิดคลื่นความร้อนยาวนาน ซึ่งจะทำให้ผลิตภาพของแรงงานลดลงด้วย


ความสูญเสียทางเศรษฐกิจของเยอรมนีจากคลื่นความร้อน ในระหว่างปี 2569-2573 อาจมีมูลค่าประมาณ 1.31 แสนล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นร้อยละ 3 ของ GDP ซึ่งการชะลอตัวของเศรษฐกิจอาจทำให้บริษัทต่าง ๆ ลดการลงทุนลง ซึ่งจะบั่นทอนผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ด้าน “ฝรั่งเศส” ที่ได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจจากคลื่นความร้อนมากเป็นอันดับต้น ๆ ของยุโรป ซึ่งอาจกระทบ GDP คิดเป็นมูลค่า 2.4 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2569-2573 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่รองรับสภาพอากาศร้อนจัด โดยฝรั่งเศสมีบ้านเรือนเพียง 1 ใน 4 ที่มีเครื่องปรับอากาศ รวมถึงการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเกินกำลังการผลิต ขณะเดียวกัน ปัญหาคลื่นความร้อนยังเพิ่มภาระทางการคลังให้กับรัฐบาลฝรั่งเศสด้วย 


ปัจจุบัน ฝรั่งเศสเผชิญปัญหาหนี้สาธารณะที่สูงถึง 3.54 ล้านล้านยูโร นับถึงไตรมาสแรกของปีนี้ คิดเป็นร้อยละ 117.5 ของ GDP ซึ่งเพิ่มขึ้น 7.56 หมื่นล้านยูโร จากไตรมาสก่อนหน้า และแม้ว่าการขาดดุลงบประมาณในปีที่แล้ว จะลดลงแตะร้อยละ 5.1 ของ GDP แต่ก็ยังคงสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 3 ของ EU นอกจากนี้ ต้นทุนในการชำระหนี้ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน คาดว่าการจ่ายดอกเบี้ยของฝรั่งเศสจะแตะ 7.74 หมื่นล้านยูโร ในปีนี้ ซึ่งกระทบต่อการคลังที่จำกัดอยู่แล้วของประเทศ 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง