หายนะ! ล็อกดาวน์มาเลเซีย ทำ SMEs ปิดตัวกว่า 150,000 ราย

หายนะ! ล็อกดาวน์มาเลเซีย ทำ SMEs ปิดตัวกว่า 150,000 ราย
TNN World
30 กรกฎาคม 2564 ( 09:09 )
50
หายนะ! ล็อกดาวน์มาเลเซีย ทำ SMEs ปิดตัวกว่า 150,000 ราย

Editor’s Pick: ล็อกดาวน์ในมาเลเซียทำพิษ SMEs ปิดตัวกว่า 150,000 ราย รัฐบาลหวั่นบริษัทข้ามชาติย้ายฐานการผลิต

 

ธุรกิจ SMEs ล้มหายตายจาก

 

กลุ่มอุตสาหกรรมในมาเลเซียเตือน ครึ่งหนึ่งของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จำนวน 900,000 แห่ง อาจต้องปิดตัวลง หากมาเลเซียขยายเวลาล็อกดาวน์เกินเดือนกันยายน โดยธุรกิจ SMEs นับเป็นการจ้างงานราว 50% ของแรงงานในประเทศ ที่มีทั้งสิ้น 15.9 ล้านคน

 

 

สมาคมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งมาเลเซีย หรือที่รู้จักกันในชื่อ Samenta ระบุว่า นับตั้งแต่การแพร่ระบาดครั้งใหญ่เมื่อปีที่แล้ว มี SMEs อย่างน้อย 150,000 รายต้องปิดตัวลง ส่งผลให้มีคนตกงานกว่า 1.2 ล้านคน เนื่องจากมากกว่า 90% ของบริษัทในมาเลเซียเป็นธุรกิจ SMEs

 

 

ปี 2019 บริษัท 900,000 แห่ง เกิดการจ้างงาน 7.3 ล้านคน เศรษฐกิจในปีนั้นมีเงินสะพัดกว่า 5.5 แสนล้านริงกิต (ราว 4.27 ล้านล้านบาท)

 

 

วิลเลียม อึ้ง ประธาน Samenta Central เผยว่า ครึ่งหนึ่งของเงินจำนวนดังกล่าวกำลังสูญหายไป ยังไม่มีวิธีที่จะกอบกู้เงินนี้ได้ในระยะสั้น และจะทำให้เกิดการว่างงานจำนวนมาก ที่แม้แต่แรงงานนอกระบบ และระบบตลาดเสรีที่มีการจ้างงานระยะสั้น ๆ (Gig Economy) ก็ไม่สามารถช่วยได้

 

 

ทั้งนี้ มาเลเซียล็อกดาวน์ทั้งประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยปิดภาคสังคมและเศรษฐกิจทั้งหมด ยกเว้นธุรกิจที่จำเป็น เนื่องจากมีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ต่อวันเกิน 8,000 ราย

 

 

ภาระทางการเงินที่ต้องแบกรับ

 

เมื่อวันพฤหัสบดี (22 กรกฎาคม) ที่ผ่านมา มาเลเซียมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 13,000 ราย ตอกย้ำความท้าทายที่รัฐบาลต้องเผชิญกับการควบคุมโรคระบาด และความหวังที่จะเปิดเศรษฐกิจอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้

 

 

ออง เคียน หมิง ส.ส. พรรคฝ่ายค้าน ระบุว่า เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่รู้สึกสิ้นหวัง เพราะไม่มั่นใจความสามารถของรัฐบาล ในการคิดนโยบายที่สมเหตุสมผล เพื่อใช้รับมือการแพร่ระบาดใหญ่นี้

 

 

เขายังเสริมว่า SMEs แทบไม่ได้รับความช่วยเหลือ และหากยังล็อกดาวน์ต่อไปเรื่อย ๆ จะมีอีกหลายธุรกิจที่ต้องปิดตัว และอาจเป็นการปิดกิจการถาวร

 

 

ขณะที่ หว่อง เจ้าของบริษัทจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ กล่าวว่า ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา บริษัทของเขาไม่มีรายได้ แต่ยังต้องจ่ายเงินให้กับซัพพลายเออร์ในยุโรป แม้จะสูญเสียรายได้ แต่หว่องไม่ได้ตัดเงินเดือนหรือเลิกจ้างคนงาน สำหรับเขาแล้ว พนักงานเป็นเหมือนครอบครัวที่สนิทสนม และพนักงานหลายคนทำงานให้บริษัทนี้มามากกว่า 10 ปี

 

 

“การจ่ายเงินเดือนในขณะที่ไม่มีรายได้ ถือเป็นความรับผิดชอบ และเป็นภาระทางการเงินที่ยิ่งใหญ่ แต่ตอนนี้เป็นเวลาที่ต้องช่วยเหลือพนักงาน”

 

 

 

กระทบบรรดาบริษัทข้ามชาติ

 

เย่ กิม เลิง ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยซันเวย์ กล่าวว่า ภาคธุรกิจ SME ที่หดตัวลงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากธุรกิจดังกล่าว คิดเป็น 98.5% ของบริษัททั้งหมดในมาเลเซีย และราว 40% ของ GDP ก่อนเกิดโควิดระบาด

 

 

ประธานของ Samenta ระบุว่า SMEs ส่วนใหญ่เป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนของบริษัทข้ามชาติ (MNCs) ในมาเลเซีย ทั้งนี้ คาดการว่า บริษัทข้ามชาติอาจย้านฐานผลิตในสิ้นปี หาก SMEs ภายในประเทศล่มสลาย

 

 

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม เต็งกู ซาฟรูล อับดุล อาซิซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยกับ Bloomberg ว่า มาเลเซียจะปรับลดแนวโน้มการเติบโตในปีนี้ ส่งสัญญาณว่ารัฐบาลอาจคาดการณ์อัตราการเติบโต อยู่ที่ประมาณ 4% ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 6 ถึง 7.5%

 

 

ศร. เย่ ยังกล่าวว่า การเติบโตเชิงบวกของ GDP ที่คาดการณ์ไว้ในปีนี้อาจไม่เกิดขึ้น หากยังล็อกดาวน์ต่อไปเรื่อย ๆ ตลอดปี และถ้ามาเลเซียยังควบคุมโควิดไม่ได้ เศรษฐกิจอาจฟื้นตัวได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากการผลิตภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ย้ายฐานผลิตไปยังประเทศอื่น

 

 

เขา เสริมว่า หากเกิดขึ้นจริง ก็อาจกระทบต่อเป้าหมายระยะยาวของมาเลเซีย ในการเป็นประเทศที่มีรายได้สูง

 

 

ปัญหาว่างงาน

 

ปีที่แล้ว เศรษฐกิจของมาเลเซียหดตัว 5.6% ขณะที่ อัตราการว่างงานในปัจจุบันอยู่ที่ 4.8% ซึ่งแย่กว่าช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งที่แตะระดับสูงสุดที่ 3.4% ในปี 1999

 

 

การระบาดใหญ่ในปีที่แล้ว ทำให้มาเลเซียต้องปิดประเทศ ขณะที่ อัตราการว่างงานในเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้นเป็น 5.3% จากค่าเฉลี่ยก่อนเกิดโรคระบาดที่ 3.3% ทั้งนี้ ในเดือนเมษายนปีนี้ อัตราการว่างงานลดลงเหลือ 4.5%

 

 

ศร. เย่ ระบุว่า หากขยายการล็อกดาวน์ต่ออีก อาจเห็นการว่างงานเพิ่มขึ้นถึงกว่า 5%

 

 

ทั้งนี้ แม้ว่าธนาคารและตลาดการเงินจะผ่านพ้นวิกฤตมาได้ค่อนข้างดี แต่ SMEs และภาคธุรกิจการบริการและการท่องเที่ยวต่างก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

 

 

“ในระยะกลางถึงระยะยาว ทิศทางของรัฐบาลและนโยบายที่ไม่แน่นอน จะส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่น และความน่าดึงดูดใจในการลงทุน สำหรับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ”

 

 


แผนเร่งฉีดวัคซีนคือทางแก้ปัญหา

 

ในระหว่างนี้ มาเลเซียเพิ่มแผนการฉีดวัคซีน ตั้งเป้าฉีดให้ประชากร 80% ภายในสิ้นปีนี้

 

 

ศร. เย่ กล่าวว่า แผนการสร้างภูมิคุ้มกันแบบเร่งรัด จะลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ในแต่ละวัน เพื่อให้สามารถคลายข้อจำกัดในกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้

 

 

ทั้งนี้ การฟื้นตัวของอุปสงค์ทั่วโลกที่นำโดยจีนและสหรัฐอเมริกา ส่งผลดีต่อการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของวิถีการเติบโตทางเศรษฐกิจของมาเลเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาคอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ตลอดจนซัพพลายเออร์อะไหล่ต่าง ๆ

 

 

กลยุทธ์แก้ปัญหาที่มุ่งเน้นการฉีดวัคซีน ต้องเสริมด้วยแผนเศรษฐกิจระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวที่ชัดเจนและครอบคลุม เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ฟื้นฟูภาคส่วนที่เปราะบางและปลดล็อกภาคส่วน ที่เน้นเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งรวมถึงการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรมดิจิทัล

 

 

โควิดสะท้อนแผนการทำงานของรัฐ

 

หว่อง เจ้าของ SME กล่าวว่า มาเลเซียขับเคลื่อนการฉีดวัคซีนได้ดีมาก

 

 

ปัจจุบัน มาเลเซียมีอัตราการฉีดวัคซีนที่เร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเมื่อวันพฤหัสบดี (24 กรกฎาคม) มีการฉีดวัคซีนมากกว่า 500,000 ครั้งในวันเดียว ทั้งนี้ จากประชากรทั้งหมด 32.7 ล้านคน มีประมาณ 33.2% ได้รับวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 เข็ม

 

 

หว่อง ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า แม้แนวโน้มจะเป็นที่น่าพอใจ แต่ความมั่นคงทางธุรกิจยังคงสั่นคลอน เนื่องจากไวรัสสายพันธุ์ต่าง ๆ ยังคงแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง

 

 

“โควิดกลายพันธุ์ที่อันตรายกว่าเดิม อย่างเช่น สายพันธุ์ Delta อาจทำให้ต้องปิดชายฝั่งมาเลเซีย หรือมีคำสั่งจำกัดการเคลื่อนไหว”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง