"Top Glove" จ่อปรับขึ้นราคาขายเกือบเท่าตัว

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมถุงมือยางของมาเลเซียกำลังเผชิญกับภาวะต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำยางไนไตรล์และน้ำยางธรรมชาติที่ขยับตัวตามราคาน้ำมันและความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ นอกจากนี้ ความไม่สงบในตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบต่อเส้นทางการเดินเรือไปยังยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจทำให้การส่งมอบสินค้าล่าช้าออกไป
ด้าน ท้อปโกลฟ คอร์ป (Top Glove Corp Bhd) บริษัทผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ของโลกจากมาเลเซีย ประกาศเตรียมปรับขึ้นราคาขายถุงมือยางไนไตรล์ในช่วงสองเดือนข้างหน้า หลังจากราคาวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้นจาก 750 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เป็น 1,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว ท่ามกลางภาวะขาดแคลนวัตถุดิบที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ดร. ลิม วี ไช ประธานกรรมการบริหารท้อปโกลฟ กล่าวว่า บริษัทจำเป็นต้องปรับราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 7-9 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1,000 ชิ้นในเดือนเมษายน และจะปรับขึ้นในอัตราใกล้เคียงกันอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากน้ำยางไนไตรล์ถือเป็นต้นทุนหลักถึง 50% ของการผลิตทั้งหมด
ทั้งนี้ เพื่อให้สายการผลิตยังคงเดินหน้าต่อไปได้ ท้อปโกลฟได้ปรับกลยุทธ์การจัดซื้อจากเดิมที่เป็นรายเดือน มาเป็นการสั่งซื้อที่ถี่ขึ้น เนื่องจากอุปทานในตลาดตึงตัวสูง โดยปัจจุบันบริษัทสำรองน้ำยางไนไตรล์ไว้ใช้งานได้ประมาณ 10-14 วัน เพื่อรองรับกำลังการผลิตถุงมือยางไนไตรล์ที่สูงถึง 4,600 ล้านชิ้นต่อเดือน
ในด้านการจัดหาวัตถุดิบ กลุ่มบริษัทได้กระจายแหล่งที่มาของยางไนไตรล์เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง โดยแบ่งเป็น 40% - 50% จัดซื้อภายในประเทศมาเลเซีย ส่วนที่เหลือนำเข้าจากแหล่งผลิตสำคัญในเอเชีย ได้แก่ เกาหลีใต้ ไต้หวัน จีน และไทย
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาถุงมือไนไตรล์ในครั้งนี้อาจส่งผลให้กลุ่มลูกค้าที่อ่อนไหวต่อราคาเริ่มมองหาทางเลือกอื่น โดยผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของท้อปโกลฟในมาเลเซีย ประเมินว่า หากราคาถุงมือไนไตรล์พุ่งสูงเข้าใกล้ระดับ 25 ดอลลาร์สหรัฐ ลูกค้าบางส่วนอาจตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้ถุงมือยางธรรมชาติแทน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
