รีเซต

เจาะวิกฤตฮ่องกง "น้ำมัน" แพงที่สุดในโลก ลิตรละ 150 บาท เกิดอะไรขึ้น? กระทบชีวิตอย่างไร? เรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่เราคิด

เจาะวิกฤตฮ่องกง "น้ำมัน" แพงที่สุดในโลก ลิตรละ 150 บาท เกิดอะไรขึ้น? กระทบชีวิตอย่างไร? เรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่เราคิด
TNN ช่อง16
10 เมษายน 2569 ( 08:00 )
4

เกิดอะไรขึ้น? ทำไม "ฮ่องกง" น้ำมันแพงสุดในโลก ลิตรละ 150 บาท 


ฮ่องกงกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่เรียกได้ว่า “หนักที่สุดในโลก” เมื่อราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปแตะระดับประมาณ 150 บาทต่อลิตร ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงแค่สถิติ แต่คือความจริงที่ประชาชนต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน หากลองจินตนาการว่าเป็นประเทศไทย หากน้ำมันขึ้นไปถึงระดับนี้ คำถามสำคัญคือจะยังมีใครกล้าขับรถหรือไม่ และจะมีใครสามารถรับภาระค่าใช้จ่ายนี้ไหว


สิ่งที่เกิดขึ้นในฮ่องกงตอนนี้ไม่ใช่เพียงแค่ “น้ำมันแพง” แต่เป็นภาพสะท้อนของวิกฤตพลังงานโลกที่กำลังกดดันผู้คนอย่างแท้จริง ถึงขั้นที่ประชาชนบางส่วนยอมขับรถข้ามพรมแดนไปยังจีนแผ่นดินใหญ่เพื่อเติมน้ำมันในราคาที่ถูกกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ปรากฏการณ์นี้กำลังตั้งคำถามสำคัญว่า ทำไมฮ่องกงถึงกลายเป็นพื้นที่ที่น้ำมันแพงที่สุดในโลก และเหตุการณ์นี้กำลังส่งสัญญาณอะไรถึงประเทศอื่น ๆ รวมถึงประเทศไทย


ในเดือนเมษายนปีนี้ โลกทั้งโลกต่างเผชิญกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่ไม่มีที่ใดรุนแรงเท่าฮ่องกง โดยข้อมูล ณ วันที่ 3 เมษายน ระบุว่าราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 15.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอน หรือราว 150 บาทต่อลิตร เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาที่มีราคาเฉลี่ยประมาณ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน จะเห็นได้ว่าฮ่องกงมีราคาน้ำมันแพงกว่าถึงเกือบ 4 เท่า


ต้นตอของวิกฤตครั้งนี้เริ่มต้นจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่กระทบต่อ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกที่มีสัดส่วนการลำเลียงน้ำมันมากถึงประมาณ 20% ของทั้งโลก เมื่อเส้นทางนี้เกิดความไม่แน่นอน ราคาน้ำมันในตลาดโลกจึงพุ่งสูงและผันผวนทันที ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศหรือเมืองที่ไม่มีทรัพยากรพลังงานเป็นของตัวเอง


ทำไม "ฮ่องกง" น้ำมันแพง? 


ฮ่องกงคือหนึ่งในพื้นที่ที่เปราะบางที่สุด เพราะไม่มีแหล่งพลังงานของตัวเองเลย ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำเป็นต้องนำเข้าเกือบ 100% โดยมากกว่า 80% ของผลิตภัณฑ์น้ำมันมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ นั่นหมายความว่าเมื่อราคาน้ำมันโลกปรับขึ้น ฮ่องกงแทบไม่มีทางเลือกหรือเครื่องมือใดในการควบคุมต้นทุนนี้ได้


ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างต้นทุนภายในของฮ่องกงเองก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นภาษี ค่าเช่าที่ดินของสถานีบริการน้ำมันที่มีราคาสูงมาก รวมถึงโครงสร้างตลาดพลังงานที่มีการแข่งขันจำกัด ทำให้แม้ในสถานการณ์ปกติ ฮ่องกงก็ติดอันดับเมืองที่น้ำมันแพงที่สุดในโลกอยู่แล้ว และเมื่อเจอกับแรงกระแทกจากสงคราม ราคาจึงพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วและควบคุมได้ยาก



ค่าครองชีพกระทบหนัก คนแห่ข้ามเติมน้ำมันในจีน 


ในด้านนโยบาย ภาครัฐของฮ่องกงได้ออกมาแสดงความกังวลต่อสถานการณ์นี้อย่างชัดเจน โดยผู้นำฮ่องกงยอมรับว่าราคาน้ำมันที่ผันผวนเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงพยายามสร้างความเชื่อมั่นว่าระบบพลังงานยังมีเสถียรภาพ มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีการประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งสายการบิน ผู้ค้าพลังงาน และผู้ค้าปลีก พร้อมทั้งเชื่อมั่นว่าการสนับสนุนจากจีนแผ่นดินใหญ่จะช่วยพยุงสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่ง


แต่ในชีวิตจริงของประชาชน ผลกระทบเกิดขึ้นอย่างชัดเจนและรวดเร็ว ราคาน้ำมันที่ทะลุ 140–150 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นทันที สินค้าและบริการต่าง ๆ เริ่มปรับราคาสูงขึ้นตาม เงินเฟ้อเริ่มขยับ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังโควิด รวมถึงภาคการท่องเที่ยว ก็เริ่มเผชิญแรงกดดันอีกครั้ง


แม้ว่าฮ่องกงจะมีสัดส่วนผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเพียงประมาณ 8.4% ของประชากรทั้งหมดราว 7.5 ล้านคน แต่ผลกระทบของราคาน้ำมันไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มคนที่มีรถยนต์เท่านั้น หากแต่กระจายไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ เพราะน้ำมันคือ “ต้นทุนพื้นฐาน” ของแทบทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ


เมื่อราคาน้ำมันในฮ่องกงสูงมาก สิ่งที่ตามมาคือพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภค นั่นคือการขับรถข้ามพรมแดนไปเติมน้ำมันในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยเฉพาะในเมืองอย่างเซินเจิ้นและจูไห่ ที่ราคาน้ำมันอยู่เพียงประมาณ 36–49 บาทต่อลิตร หรือถูกกว่าฮ่องกงราว 3 เท่า



เศรษฐกิจฮ่องกง สั่นคลอน กระทบหนัก


อย่างไรก็ตาม การข้ามไปเติมน้ำมันในจีนไม่ได้หมายความว่าจะประหยัดเสมอไป เพราะยังมีต้นทุนแฝง เช่น ค่าธรรมเนียมข้ามพรมแดนประมาณ 1,000 บาท ความจำเป็นในการมีใบอนุญาตพิเศษ และระยะเวลาในการเดินทางที่ยาวนาน แต่ถึงอย่างนั้น คนจำนวนไม่น้อยก็ยังเลือกทำเช่นนี้ เพราะสามารถนำโอกาสนี้ไปใช้ซื้อสินค้าและอาหารในจีนที่มีราคาถูกกว่าฮ่องกงอย่างมาก


ปรากฏการณ์นี้กำลังสะท้อนว่าผู้บริโภคฮ่องกงเริ่ม “ย้ายการใช้จ่าย” ออกนอกพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในของฮ่องกงโดยตรง ภาคธุรกิจจึงเริ่มแสดงความกังวล ขณะที่สภาผู้บริโภคฮ่องกงออกมาเรียกร้องให้ผู้จำหน่ายน้ำมันพิจารณากำลังซื้อของประชาชน และภาครัฐก็เริ่มเข้มงวดกับการตรวจสอบสถานีบริการน้ำมัน รวมถึงการควบคุมราคาที่ไม่เป็นธรรม


อีกหนึ่งกระแสสำคัญที่เกิดขึ้นควบคู่กับวิกฤตราคาน้ำมัน คือการเร่งตัวของการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ซึ่งกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้นในทันที เนื่องจากไม่ต้องพึ่งพาน้ำมัน และสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้ นอกจากนี้ยังไม่ต้องเสียเวลาเดินทางข้ามพรมแดนเพื่อเติมเชื้อเพลิง ทำให้สถานการณ์ครั้งนี้อาจกลายเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญที่เร่งให้ตลาด EV ในฮ่องกงเติบโตเร็วขึ้น


หากมองในภาพใหญ่ วิกฤตน้ำมันในฮ่องกงไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะพื้นที่ แต่เป็นภาพสะท้อนของโครงสร้างพลังงานโลกที่ยังพึ่งพาน้ำมันอย่างสูง และยังมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างมาก อีกทั้งยังชี้ให้เห็นว่าเมืองหรือประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ย่อมเผชิญกับความเสี่ยงที่สูงกว่าปกติ


ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของฮ่องกงอาจดูเหมือนไกลตัว แต่แท้จริงแล้วใกล้ตัวกว่าที่คิด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมีต้นตอมาจากความขัดแย้งระดับโลก และผลลัพธ์สุดท้ายคือผลกระทบต่อ “ปากท้องของประชาชน” ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทย

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง