รีเซต

TISCO ดับกังวลสำรองแบงก์ ถึงเวลาคัมแบ็ก BBL-KTB

TISCO ดับกังวลสำรองแบงก์ ถึงเวลาคัมแบ็ก BBL-KTB
ทันหุ้น
15 ตุลาคม 2569 ( 02:10 )
9

                นายศักดิ์ชัย  พีชะพัฒน์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยถึง ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,804.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า มีปัจจัยหนุนสำคัญมาจากค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1.0% ของสินเชื่อเฉลี่ย ส่วนอัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวดีขึ้นลงมาอยู่ที่ 2.0% และมีอัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้เสีย (NPL Coverage Ratio) อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 192.5%

                ธนาคารได้รับแรงหนุนจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เติบโต 6.2% ในไตรมาส 3/2569 และเติบโต 5.2% สำหรับงวด 9 เดือนแรก ซึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนเงินฝากที่ทยอยปรับลดลงตามทิศทางดอกเบี้ย ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมฟื้นตัวอย่างชัดเจน ทั้งจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ธุรกิจตลาดทุน และธุรกิจนายหน้าประกันภัย ที่ขยายตัว 6.3%

@ คลายกังวลตั้งสำรองทั้งกลุ่ม

                นางจิตรา อมรธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" ว่า  ผลประกอบการของ TISCO ช่วยปลดล็อกความกังวลของตลาด เนื่องจากประเด็นการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตถือเป็นปัจจัยกดดันหลักที่นักลงทุนเฝ้าระวังมาโดยตลอด เมื่อ TISCO รายงานตัวเลขการตั้งสำรองที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงสร้างบรรยากาศเชิงบวกหนุนให้ราคาหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ปรับตัวเพิ่มขึ้นยกแผง

                แต่นักลงทุนยังคงต้องพิจารณาโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อและคุณภาพสินทรัพย์ของแต่ละธนาคารแยกออกจากกัน อย่างไรก็ดีในภาพรวมของกลุ่มธนาคาร คาดว่าจะไม่มีแรงกดดันเรื่องการตั้งสำรองกระโดดขึ้นในไตรมาส 3 เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ได้ตั้งการ์ดสูงและทยอยสะสมเงินสำรองล่วงหน้ามาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงที่มีความเสี่ยงความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา

@ สินเชื่อโต - ปิดฉาก NIM ขาลง

                สำหรับทิศทางสินเชื่อของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เริ่มเห็นสัญญาณขยับตัวขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปไตรมาสละประมาณ 1% ติดต่อกัน 2-3 ไตรมาส โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อคอร์ปอเรตที่มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น เนื่องจากภาคธุรกิจขนาดใหญ่หันมาระดมทุนผ่านสินเชื่อธนาคารแทนการออกหุ้นกู้ หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและต้นทุนการออกหุ้นกู้ในตลาดทุนปรับตัวสูงขึ้นตามทิศทางดอกเบี้ยโลก

                ขณะเดียวกันวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังไม่ปรับขึ้นเพื่อดูแลเศรษฐกิจไปจนถึงสิ้นปี แต่เมื่อวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงสิ้นสุดลงและเข้าสู่ดอกเบี้ยปรับขึ้น ธนาคารพาณิชย์ที่มีสัดส่วนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยลอยตัวสูง จะได้รับอานิสงส์และมีความสามารถในการทำกำไรที่โดดเด่นยิ่งขึ้น

@ ชู BBL และ KTB เด่นสุด

                ด้านกลยุทธ์การลงทุน แม้ผลการดำเนินงานในไตรมาส 4 ตามธรรมชาติของกลุ่มธนาคารมักจะเป็นไตรมาสที่มีกำไรต่ำที่สุด คิดเป็นประมาณ 20% ของกำไรทั้งปี เนื่องจากมีการบันทึกค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน ค่าใช้จ่ายระบบ IT การเคลียร์การตัดจำหน่าย และการตั้งสำรองส่งท้ายปี แต่นักวิเคราะห์เริ่มปรับไปใช้ราคาเป้าหมายของปีหน้า ซึ่งมองข้ามผลกระทบระยะสั้นและมุ่งเน้นไปที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการลงทุนในปีหน้าแทน เลือก BBL  และ KTB เป็นหุ้นเด่นที่สุดของกลุ่มธนาคารพาณิชย์

                โดย BBL มูลค่าหุ้นถูก เทรดระดับราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ต่ำกว่าปกติถึง 30-40%  ขณะเดียวกัน BBL มีโครงสร้างสินเชื่อที่เน้นกลุ่ม Corporate โดดเด่น และมีความไวสูงต่ออัตราดอกเบี้ยลอยตัว อีกทั้งยังได้รับประโยชน์จากการเติบโตของธนาคาร Permata ในประเทศอินโดนีเซียซึ่งมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปก่อนหน้า และสามารถลุ้นการปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) ในอนาคต เป้าหมาย 240 บาท

                ส่วน KTB ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการลงทุนของภาครัฐและการฟื้นตัวของโครงการโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งการเข้ามาของเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ ผ่าน BOI ที่มีมูลค่ากว่า 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่ง KTB มีฐานสินเชื่อภาครัฐและสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่แข็งแกร่ง ราคาเหมาะสม 47.30 บาท สำหรับ TISCO มีราคาเป้าหมายที่ 132 บาท อัพไซด์ประมาณ 6% แนะนำโดยคาดการณ์เงินปันผลปีนี้ที่ประมาณ 7.95 บาทต่อหุ้น 

                ส่วนประเด็นแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติก่อนหน้านี้เชื่อว่าจะหมดลง หลังมีการปรับพอร์ตตามการพุ่งขึ้นของ Bond Yield โลก ซึ่งไม่ได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนไปของธนาคารไทยแต่อย่างใด

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง