รัฐบาลชูจุดแข็งไทย รับจีดีพีโตต่ำ 2.1% เร่งปั้นลงทุน

#ทันหุ้น รัฐบาลชูจุดแข็งเศรษฐกิจไทย รับ IMF หั่นจีดีพีไทยเหลือ 2.1% ต่ำสุดในอาเซียน เร่งเปลี่ยนลงทุนสู่รายได้ประชาชน
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล ยืนยันไทยยังมีจุดแข็งทางเศรษฐกิจ ทั้งเสถียรภาพการเงิน ทุนสำรองระหว่างประเทศสูง ฐานอุตสาหกรรมแกร่ง และเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้น แม้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 โต 2.1% ต่ำสุดในกลุ่ม ASEAN-5 ย้ำรัฐบาลไม่มองข้ามปัญหาเศรษฐกิจโตต่ำ เร่งต่อยอดศักยภาพประเทศสู่การลงทุน การจ้างงาน และรายได้ประชาชน
นางสาวลลิดา กล่าวว่า รายงาน External Sector Report 2026 ของ IMF ระบุว่า ไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศในปี 2568 ราว 282,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 237,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 คิดเป็น 2.6 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น และรองรับการนำเข้าได้ประมาณ 10 เดือน สะท้อนความสามารถในการรับมือความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก และช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย
ขณะที่ รายงาน World Investment Report 2026 ขององค์การการค้าและการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNCTAD) ระบุว่า เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้าไทยในปี 2568 มีมูลค่า 19,098 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 14,652 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 หรือราว 30% สะท้อนศักยภาพของไทยในการดึงดูดการลงทุน โดยมีฐานอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานเป็นปัจจัยสนับสนุน
นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็งจากฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ เครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วน ห่วงโซ่อุปทาน และโครงสร้างพื้นฐานด้านการส่งออก ซึ่งสามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยและแรงงานพัฒนาศักยภาพรองรับการลงทุนรอบใหม่
“ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เรามีทั้งฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง เครือข่ายผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์ เงินลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น และทุนสำรองระหว่างประเทศที่มั่นคง สิ่งเหล่านี้คือจุดแข็งที่สามารถนำมาต่อยอดได้ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนศักยภาพของประเทศให้เป็นการลงทุนจริง การจ้างงานจริง และรายได้ที่เพิ่มขึ้นของประชาชน” นางสาวลลิดา กล่าว
สำหรับกรณี IMF คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัว 2.1% ต่ำสุดในกลุ่ม ASEAN-5 ซึ่งประกอบด้วยอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทยนั้น รัฐบาลรับฟังและตระหนักถึงความจำเป็นในการเร่งยกระดับการเติบโต โดยมองว่าเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นข้อได้เปรียบ แต่ต้องเร่งเปลี่ยนต้นทุนที่มีให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ไม่ใช่มุ่งรักษาเสถียรภาพเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งส่งเสริมการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ สนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจ SME ให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมใหม่ พัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ พร้อมลดอุปสรรคในการประกอบกิจการ เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนกระจายผลประโยชน์สู่ประชาชนได้อย่างทั่วถึง
“รัฐบาลไม่ได้มองข้ามปัญหาเศรษฐกิจโตช้าหรือความเดือดร้อนด้านปากท้องของประชาชน แต่เชื่อว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพและต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ดี สิ่งสำคัญจากนี้คือการใช้จุดแข็งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะความสำเร็จทางเศรษฐกิจไม่ได้วัดจากตัวเลขทุนสำรองหรือเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากการที่ประชาชนมีงานทำ มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
